28 มิถุนายน 2552

การทำนาย (แบบนิรนัย)




การทำนาย (predicables)

  ในการศึกษา เราสอนให้ผู้เรียนคิด โดยเฉพาะการคิดโดยใช้วิจารณญาณ การคิดโดยใช้วิจารณญาณอยู่บนพื้นฐานของการโยงความสัมพันธ์ของเหตุผล และการใช้เหตุผลนี้เป็นวิธีการหนึ่งไปใช้ในการพิสูจน์ โดยเฉพาะวิธีการนิรนัย ซึ่งเอาหลักการ กฎ ทฤษฎีเป็นตัวตั้งแล้วเอาสิ่งที่ต้องการพิสูจน์ไปเทียบ โยงความสัมพันธ์ ดูความสอดคล้อง และสรุปว่าเป็นจริงหรือเท็จ เช่น

นายอ้วนเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น
คนชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี
ดังนั้น นายอ้วนเป็นคนดี

นั่นคือ เรารับรู้มาก่อนว่า โดยทั่วไปคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี เราเห็นนายอ้วนซึ่งเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น เราจึงนำไปเทียบกับ สิ่งที่เรารับรู้ คือ คนชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี เมื่อเทียบแล้วมีความสอดคล้องกัน เราก็สรุปได้ว่า นายอ้วนเป็นคนดี จริง

ในการเทียบความสอดคล้องนี้ เพื่อการทำนาย ในการทำนาย (ด้วยวิธีการนิรนัย) เราต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับการโยงส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ได้อย่างมีลำดับ ส่วนย่อยเราจะเรียกว่าลักษณะเฉพาะ หรือลักษณะปัจเจก และเรียกส่วนใหญ่หรือลักษณะที่ครอบคลุมลักษณะร่วมของหลายสิ่งไว้ด้วยกัน

ว่าลักษณะสากล ถ้าเราโยงความสัมพันธ์ของปัจเจกกับสากลได้ เราก็สามารถทำนายได้

 ดังนั้น จากพิจารณาความสัมพันธ์ของสากลกับปัจเจกทำให้เราสามารถทำนายสิ่งที่เราต้องการพิสูจน์และหาคำตอบได้ โดยดูจากลำดับความสัมพันธ์ ของสิ่งที่เป็นสากลลงมาสู่ปัจเจก หรือจากปัจเจกไปสู่สากล

 การทำนาย หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งซึ่งโยงจากสิ่งที่เป็นรวมไปหาส่วนย่อย หรือจากความเป็นสากล (universal) ไปหาความเป็นปัจเจก (particular) ลักษณะของความสัมพันธ์ ดูจากคำทำนายซึ่งแบ่งออกได้ตามลำดับ ดังนี้

  คำทำนายคงตัว คือคำทำนายที่พิจารณาจากคุณลักษณะร่วมจากสากลสู่ปัจเจกหรือปัจเจกสู่สากลไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่บอกลักษณะที่เป็นส่วนย่อยในส่วนใหญ่ตามลำดับ ในทางตรรกวิทยาจะแบ่งออกเป็น ๓ ลำดับขั้นดังนี้ คือ

๑. ประเภท (genus) ใช้ในการบอกความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นสากล สัมพันธ์ได้ในวงกว้าง โยงเป็นแก่นสารได้ เพราะเราสามารถตอบคำถามว่าเป็นอะไรได้จากคำทำนายประเภท คำว่าสัตว์ เมื่อเราพูดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เราเข้าใจ ได้ทันทีว่า มนุษย์มีลักษณะที่แท้เป็นอะไร เช่นเดียวกับเราพูดว่า ปลาเป็นสัตว์ นกเป็นสัตว์ ช้างเป็นสัตว์ เช่นเดียวกันกับ ภูเขา แม่น้ำ จริยธรรม 

(ดูภาพประกอบแรก "สากล-ปัจเจก")

 ๒. ชนิด (Species) เป็นคำที่แสดงถึงส่วนย่อยที่โยงมาจากสิ่งอื่น เป็นคำที่แยกออกมาจากคำหลัก ที่มันเกี่ยวข้องอยู่

มีความหมายแคบกว่า เฉพาะกว่า เช่น ชาวเหนือเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่มี ลักษณะเฉพาะ แต่ก็มีความเป็นสากลอยู่ เพราะกล่าวถึงได้

ในวงกว้างอยู่ขนาดหนึ่ง แต่มีจำนวนน้อยกว่าคำทำนายประเภท เป็นแยกความแตกต่างออกมาในระดับหนึ่ง เช่น ประเภทปลา

ก็แยกเป็นชนิดปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็ม 

  ๓. ความแตกต่างเฉพาะ (Specific Difference) คือการกำหนดลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งแยกสิ่งหนึ่ง ออกจากสิ่งอื่นได้ชัดเจนในสิ่งที่เป็นชนิดเดียวกัน เช่น ปลาน้ำจืด ก็ยังแยกลักษณะแตกต่างเฉพาะเป็น ปลามีเกล็ด ปลาไม่มีเกล็ด

 ดูตัวอย่างความสัมพันธ์ของคำทำนายคงตัวตามลำดับ ดังนี้ (ดูภาพประกอบที่สอง "คนไทย")

 ข้อสังเกต คือ ความสัมพันธ์ของคำทำนายคงตัวนี้จะมีเพียง ๓ ระดับเท่านั้น ซึ่งต่างจากการจำแนกประเภทในทางชีววิทยา ซึ่งแตกแยกย่อยมากมาย แม้จะมีความคิดรวบยอดเดียวกัน ทั้งนี้การนำไปใช้แตกต่างกัน คำทำนายคงตัว จะนำไปใช้ในการพิจารณา การอ้างพิสูจน์แบบนิรนัยซึ่งจะพิจารณาความสัมพันธ์เพียง ๓ ระดับ
  คำทำนายไม่คงตัว พิจารณาจากนคุณลักษณะที่มีอยู่เฉพาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญยังคงอยู่ แต่มีลักษณะบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป ยังบอกได้ว่าสิ่งนั้นมีคุณสมบัติเป็นอะไรอยู่ แต่รูปลักษณ์อาจเปลี่ยนไป ซึ่งแบ่งออกได้เป็น
  ๑. สภาวลักษณะ (Property) หมายถึงคุณลักษณะพิเศษที่มีอยู่เพื่อประโยชน์และความเหมาะสม แห่งวัตถุสิ่งนั้น เช่น น้ำ อาจเปลี่ยนแปลงอยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว และไอน้ำ ได้
  ๒. อุบัติลักษณะ (Accident) คือลักษณะที่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีใครทราบล่วงหน้า หรือคาดหวังมาก่อน เป็นคุณลักษณะ ซึ่งอาจปรากฏขึ้นหรือหายไปโดยไม่ทำลายคุณลักษณะของชนิด เช่น คนมีนิ้วมือ ๖ นิ้ว คนที่ไม่มีรูขน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น