18 กรกฎาคม 2552
การนิยามศัพท์
การนิยามศัพท์
ความหมาย
ในการสนทนาและการอ้างเหตุผล เราต้องใช้คำที่มีความหมายตรงกัน คำเดียวกันคนหนึ่งตีความหมายหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งอาจตีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง เช่นเราพูดว่า คนดี ๆ เราอาจหมายถึง คนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต มีคุณธรรม แต่อีกความหมายหนึ่งเราอาจหมายถึงกริยาคนด้วยความระมัดระวัง ดังนั้น ในการสนทนาและอ้างเหตุผลเราจึงสื่อความหมาย ตรงกัน
การนิยาม คือ ความพยายามในการจำกัดขอบเขตความหมายให้มีการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน ความหมายของคำมีความสำคัญ เพราะเหตุว่าเมื่อไม่ทราบความหมายของคำ ก็ไม่สามารถใช้คำได้ถูกต้อง
คำบางคำไม่มีความหมาย เช่น “เฮอห” “เหยิย” “เกอม”
คำบางคำมีมากกว่า ๑ ความหมาย ถ้าสื่อสารแปลความหมายไม่ตรงกัน ก็ทำให้การสื่อสารผิดพลาด เช่น สองโมง อาจหมายถึง แปดโมงเข้า หรือ บ่ายสองโมงก็ได้ ซึ่งคำประเภทนี้ถือว่าเป็นคำคลุมเครือ คือ คำมีความหมายมากกว่า ๑ ความหมาย
ความหมายของคำประกอบด้วยวิถีแห่งการใช้ซึ่งเป็นไปตามกระแส เมื่อการใช้คำแปรเปลี่ยนไปจากกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง จากช่วงเวลาหนึ่งไปสู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง ความหมายก็เปลี่ยนไป การอยู่ร่วมกันในสังคม คำที่ใช้ในการสื่อสารมีเพียงพอ เนื่องจากเป็นคำที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้และสะสมมานาน ในชีวิตประจำวันเราเข้าใจคำที่ใช้ในการสื่อสารจากคำที่บรรพบุรุษได้ใช้ส่งทอดกันมา
คำขยายความ
คำขยายความ กล่าวกันว่า “เป็นระดับพื้นฐานที่สุดของความหมาย” คำสามารถมีการขยายความหรือใช้ความหมายแทนได้ การขยายความหรือการใช้ความหมายแทนของคำเป็นสิ่งซึ่งคำอ้างไปถึง คือ บุคคล เหตุการณ์ สัตว์ สี หรือ สื่งอื่น ๆ การขยายความหรือการใช้ความหมายแทนคำที่มีอยู่ตามปกติซึ่งได้ใช้มาก่อนแล้ว ถ้าเราสนทนาถึงบางสิ่ง เราอาจใช้คำใหม่ (หรือคำเก่า)มาขยายความ หรือ ใช้แทนความหมายได้
ความตั้งใจในการใช้คำ
ปัจจัยหนึ่งของความหมาย คือ กล่าวถึงคำแสดงความตั้งใจ ในขณะที่การขยายความประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่คำโยงไปถึงความตั้งใจ ประกอบด้วยลักษณะซึ่งต้องมีการเสนอในการใช้คำอย่างเหมาะสม ความตั้งใจของคำบางครั้งเรียกว่า เป็นเกณฑ์กำหนดความ
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ๒ เทอมอาจมีความหมายต่างกัน แม้ว่าทั้ง ๒ คำมีการขยายความเหมือนกัน การกล่าวถึงความตั้งใจของการใข้คำแตกต่างกันแม้ว่าจะอ้างถึงสิ่งเดียวกัน เทอมว่า “น้องป็อบเป็นนักศึกษาน่ารักที่สุดในมหาวิทยาลัย” กับ “น้องป็อบเป็นนักศึกษาเก่งที่สุดในมหาวิทยาลัย” อาจเกิดขึ้นได้ในนักศึกษาที่โยงไปถึงคนเดียวกัน แต่ความตั้งใจของเทอมเหล่านี้ มีความแตกต่างกัน เทอมหนึ่งมุ่งที่ลักษณะของพฤติกรรมภายนอก อีกเทอมหนึ่งมุ่งที่ความสามารถทางสมอง
ความตั้งใจในการแสดงออกประกอบด้วยคุณภาพหรือลักษณะที่ต้องเสนอออกมาในสภาพการณ์ที่ต้องแสดงออก อย่างเหมาะสมกับการใช้ในสภาพการณ์นั้น ในการรู้ถึงความตั้งใจของการแสดงออก คือ การทราบว่าจะใช้มันอย่างไร การแสดงออก ความหมายบางอย่างไม่ได้มีความตั้งใจ ความตั้งใจก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีความหมายเดียวกัน
คำความหมายคล้ายกัน
คำที่มีความหมายคล้ายกันประกอบด้วยภาวะทางทางอารมณ์ซึ่งคนทั้งหลายโน้มไปสู่ประสบการณ์เมื่อเขาใช้หรือได้ยิน ข้อความแสดงออก คำที่ใช้เพื่อบีบบังคับอารมณ์ คำความหมายคล้ายคลึงกันเป็นส่วนหนึ่งของความหมาย จึงต้องระมัดระวังในการใช้ และไม่ใช้คำที่มีความหมายคล้ายคลีงกัน หรือกำหนดให้ตรงกับความหมายที่จะใช้โดยเฉพาะในการอ้างพิสูจน์
ความคลุมเครือ
บริบทกับความคลุมเครือ (กำกวม)
คำเกือบทั้งหมดมีความหมายมากกว่า ๑ ความหมาย ในพจนานุกรมจะลำดับรายการนิยามความหมายของคำหนึ่งไว้ ถ้าคำมีความหมายเดียว เราอาจมีความสับสนเช่นกัน เราต้องความคล่องในการใช้คำจำนวนมาก
บริบทจะให้ความชัดเจนของคำที่มีมากกว่า ๑ ความหมาย เมื่อตั้งใจใจคำนั้น คำในประโยคหนึ่งหรือ ในประโยคอื่นในย่อหน้าจะบ่งชี้ความหมายของคำที่ใช้ บริบทจะแสดงกฎออกมาทั้งหมดยกเว้นความหมายในเทอม
บริบทจึงเป็นสิ่งสำคัญซึ่งผู้ทำพจนานุกรมและบุคคลอื่นผู้แสวงหาความรู้ที่แม่นตรงเกี่ยวกับการรวบรวมวิธีการใช้คำ ในบริบทซึ่งพวกเขาใช้อยู่ เป็นไปได้ว่าการหาที่มาความหมายคำที่ไม่คุ้นเคยได้จากการดูบริบทที่ปรากฏ ลองพิจารณา ความหมายของคำ “แห้ว”
เพื่อนเราแห้วไปซะแล้ว
แห้วในบริบทนี้ ย่อมหมายถึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่หัวพืช
คำว่า ”กอก“ ปรากฏอยู่ในนิราศเล่มหนึ่ง ความว่า
“ถึงบางกอกกอกเลือดให้เหือดโรค”
การกอกต้องจุดเทียนสั้นใส่ก้นถ้วย แล้วคว่ำลงบนหัวฝีที่แก่เต็มที่ เรียกว่ากอกฝี ดูดหนองหัวฝีรวมทั้งเลือดเสียออกหมด
แต่ “เข่งไม้ไผ่” ถ้าไม่ได้กำหนดบริบทไว้ อาจแปลความได้ต่างกัน เข่งไม้ไผ่ที่ราชบุรี หมายถึง ภาชนะที่ใส่ผลไม้ ผัก แต่เข่งที่อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี หมายถึงกระจาดหาบสำหรับใส่อาหารไปทำบุญ
เมื่อบริบทไม่ได้สร้างกฎความหมายทั้งหมดของเทอมออกมาเพียงเทอมเดียว เทอมนั้นกล่าวว่าเป็นเทอมที่มีความ คลุมเครือในบริบท ความคลุมเครืออาจขจัดออกได้จากการดัดแปลงบริบท จากการแทนด้วยเทอม หรือจากการกำหนดนิยาม
คำความหมายสองนัย
เมื่อข้อความที่แสดงออกความหมายไม่คลุมเครือและคงความหมายตลอดเรื่อง ประการนี้เรียกว่าคำความหมายเดียว (univocal) ถ้าข้อความที่แสดงออกเหมือนกันแต่ไม่ได้คงความหมายเดียวเอาไว้เราเรียกว่าคำสองนัย (equivocal) คำนิยามเหล่านี้ไม่ได้ใช้ตามรูปแบบปกติทั่วไป แต่ใช้สนองความประสงค์ของการจำแนกระหว่างการเกิดขึ้นของคำหนึ่งคำ กับคำที่เป็นไปได้ว่ามีตั้งแต่สองความหมายขึ้นไป (คลุมเครือ) และตั้งแต่การเกิดขึ้นของคำหนึ่งที่มีความหมายเป็นไปได้ตั้งแต่ สองความหมายขึ้นไป (คำสองนัย)
คำความหมายสองนัยอาจสร้างความไม่แน่นอนและสับสน เมื่ออ่านในเรื่องที่ตีความได้สองนัย เราอาจไม่ทราบ ความหมายที่สนับสนุนนั้นเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เราอาจไม่ทราบความหมายที่เขากำหนดไว้ในการปรากฏครั้งแรกกับสิ่งที่กำหนด ในครั้งที่สอง คำคำเดียวกัน ดังนั้น เราจะถือว่าเป็นความหมายเดียวกัน แต่ก็ไม่แน่นอน
สรุปว่า แม้ว่าคำหนึ่งอาจมีความหมายแตกต่างกัน คำถูกใช้ในฐานะทำให้เกิดของความกระจ่าง ถ้าคำนั้นมีความหมาย เดียวกันตลอดเรื่อง ถ้าไม่เป็นดังเช่นว่าก็เป็นคำสองนัย การใช้คำสองนัยทำให้ข้อสรุปตามมา ดูเหมือนว่ามันไม่ได้ผูกกับ การอ้างผิดพลาดของสองนัย
ความคลุมเครือ ความคลุมเครือ หมายถึงคำที่มีมากกว่า ๑ ความหมาย ผลของการใช้คำมีเหตุผลสัมพันธ์กับส่วนอื่น อาจมีการแปลความหมายได้มากกว่า ๑ ความหมาย และทำให้การสื่อสารไม่ตรงกัน ความคลุมเครือนั้นสามารถขจัดได้ด้วยการเขียนข้อความใหม่ที่บ่งความหมายที่ชัดเจนเพียงความหมายเดียว
เพื่อแก้ปัญหาความหมายของคำดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดของเขตของคำ เรียกว่า นิยามศัพท์
การนิยามศัพท์
ความหมายของนิยาม
นิยาม ความหมายเดียวกับ นิยม ตามตัวอักษรแปลความว่า กำหนด การนิยาม คือการกำหนดขอบเขตความหมายนั่นเอง (มีปรากฏในบทความบางบทเกี่ยวกับทักษะทางวิทยาศาสตร์ ใช้คำว่า “การกำหนดนิยาม” ถ้าแปลความตามศัพท์ต้องแปลว่า "การกำหนดกำหนด" เป็นความซ้ำหรือไม่ เสนอให้พิจารณาด้วย)
นิยาม คือ การกำหนดความหมายของคำ เทอม วลี สัญลักษณ์ หรือ อื่น ๆ ซึ่งมุ่งในการส่งทอดความหมาย ไปยังผู้อื่นในลักษณะที่เป็นรูปแบบและเข้าใจความหมายตรงกัน
ภาษาเป็นเครื่องมือที่มีความสลับซับซ้อน เราเรียนรู้การใช้ภาษาอย่างเหมาะสม จากการสังเกตและการเลียนแบบผู้คน ที่เราพบปะ หรือจากหนังสือที่เราอ่าน อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดต่อการเรียนรู้แบบอรูปนัยนี้ และวิธีการสังเกตตามปกติทั่วไป หรือการเลียนแบบก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้น เราจึงรู้สึกว่ามีความจำเป็นของการสอน แบบรูปนัย หรือ การอธิบายความหมาย ของเทอม
เมื่อมาพบคำที่ไม่คุ้นเคยทั้งในการสนทนาหรือการอ่าน ซึ่งความหมายไม่ชัดเจนในสาระเนื้อหา ดังนั้น จึงจำเป็น ค้นหาว่าคำนั้นมีความหมายอะไรเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้ว ความประสงค์หนึ่ง ของ การนิยาม คือ การเพิ่มศัพท์ คำนิยามมี ๒ ส่วน คือ ศัพท์ และคำอธิบายศัพท์
ส่วนประกอบของนิยามศัพท์
ศัพท์ (definiendum) คึอ คำ กลุ่มคำ สัญลักษณ์ หรืออื่น ๆ ที่จะต้องกำหนดขอบเขตความหมาย
คำอธิบายศัพท์ (definiens) หรือส่วนนิยาม คือ คำหรือกลุ่มคำที่บอกขอบเขตความหมายของศัพท์
ความหมายเหล่านี้ มีความหมายเดียวกับศัพท์ แต่ต้องระมัดระวังว่า คำอธิบานศัพท์หรือส่วนนิยามไม่ใช่ความหมายของส่วนศัพท์ แต่เป็น สัญลักษณ์หรือกลุ่มสัญลักษณ์ ซึ่งมีความหมายเดียวกับส่วนศัพท์ และคำที่ปรากฏอยู่ในคำอธิบายศัพท์ต้องไม่มีคำศัพท์ปรากฏอยู่
คำนิยาม(Definition)
ศัพท์ (Definiendum) + ส่วนนิยาม(Definiens)
คำที่ต้องการกำหนดขอบเขตความหมาย คำซึ่งกำหนดขอบเขตความหมาย
ตัวอย่าง เช่น มนุษย์เป็นสัตว์ใช้เหตุผล
มนุษย์ เป็น ศัพท์
สัตว์ใช้เหตุผล เป็นกลุ่มคำที่กำหนดชอบเขตความหมายของศัพท์
คำความหมายกว้าง หรือ คำที่ไม่มีขอบเขต (vague)
คำซึ่งใช้แทนสิ่งต่าง ๆ หรือคุณภาพ มีหลายคำที่มีความหมายไม่แน่นอน ดังนั้น นิยามเป็นคำพูด เพราะว่า คำมีความหมาย แต่ถ้าเป็นสิ่งอื่นไม่มีความหมายแน่นอน คำใช้แทนสิ่งต่าง ๆ หรือคุณภาพต่าง ๆ บางครั้งมีความหมายกว้างหรือกำกวม แม้แต่คำที่มีความหมายง่าย ๆ เช่น "สีแดง" เป็นกรณีตัวอย่างที่เราอาจไม่แน่ใจว่ามันแดงจริงหรือไม่ในการเรียกว่า "สีแดง" เพราะว่า คำขาดขอบเขตแน่นอน เราไม่สามารถรู้ได้ว่าแดงที่กล่าวถึงแดงอย่างไร มีหลายสิ่งที่เราไม่แน่ใจ ดังเช่นสีแดง
ความประสงค์ ๒ ประการในการสนทนาประจำวัน คือ
๑. เราสามารถจัดหาคำนิยามแน่นอนตายตัวสำหรับคำปกติทั่วไป ในเมื่อคำนั้นไม่ได้ต้องการใช้ในขอบเขตกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด
๒. คำปกติทั่วไปไม่มีขอบเขตแน่นอน
คำที่มีปัญหาคือคำที่กำกวมและคำที่กว้าง
คำกำกวม หรือคลุมเครือ (ambiguous)
เมื่อเรากล่าวว่าคำกำกวม เราหมายถึงว่า คำนั้นมีมากกว่า ๑ ความหมาย ตัวอย่างเช่นเมื่อเรากล่าวกล่าวถึงคำว่า เกม คำนี้กำกวม ในความหมายนี้เรากล่าวได้ว่า เกมมีความหมายอย่างน้อย ๓ ความหมาย คือ
๑. ลักษณะการแข่งขันต่าง ๆ
๒. การจบสิ้น
๓. การตกปลา ล่านกหรือ สัตว์อื่น
ความหมายของคำกำกวมนี้ คำอาจไม่ได้ใช้ตามกฎอย่างเคร่งครัด และอาจขาดขอบเขตกำหนด แน่นอน และอาจไม่กำกวมในบริบทเฉพาะ
คำกำกวม นักตรรกวิทยาใช้ในวิถีทางที่แตกต่างออกไป เมื่อนักตรรกวิทยาใช้ก็มักจะสัมพันธ์กับบริบท เฉพาะ เมื่อนักตรรกวิทยากล่าวว่า คำกำกวม หมายถึงว่า ในบริบทที่แน่นอน มันสามารถเข้าใจเป็นได้ อย่างน้อย ๒ ทาง บ่อยครั้งที่เราไม่ได้ร่องรอยเพียงพอว่าเรากำลังใช้คำนั้นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือว่า สิ่งที่เราพูด สร้างความกำกวมต่อผู้อื่น ตัวอย่างเช่น เราสามารถจินตนาการถึงสภาพแวดล้อม ถ้าบางคนกล่าวว่า เขากำลังจะไปสถานี เราไม่ทราบว่าเขากำลังไปสถานีตำรวจ หรือสถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่ง
คำความหมายกว้าง (Vagueness)
คำความหมายกว้างแสดงออกมาแตกต่างกัน ๓ ทางตรรกวิทยา คำที่มีความหมายกว้าง หมายถึงว่า
๑. ในบริบทที่กำหนด คำนั้นมีความหมายไม่ชัดเจน หรือ
๒. คำนั้นไม่ได้บ่งชี้จำนวน ระดับ หรืออื่น ๆ ของบางสิ่งเพียงพอ หรือ
๓. สิ่งที่มีอยู่ภายใน คือ คุณสมบัติในการใช้คำ ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้คำในบริบท
ตัวอย่างเช่น คำว่า เก่ง ดี เหมาะสม ถูกต้อง ในความหมายนี้ เราไม่อาจตัดสินเด็ดขาดเกี่ยวกับการใช้คำสำหรับสถานการณ์เฉพาะได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขตแน่นอน
ความประสงค์ของการนิยามศัพท์
ความประสงค์ของการนิยามศัพท์ คือ การสร้างความหมายของคำให้ชัดเจน และเพื่อความสะดวกในการ สื่อสารความคิดอย่างราบรื่น ในส่วนที่ลึกซึ้ง นิยามสนองความประสงค์ ดังต่อไปนี้
๑. เพื่อเพิ่มศัพท์ (To Increase Vocabolary) บางครั้งมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น เรายังไม่เคยมีคำหมายถึงสิ่งนั้น เราต้องนิยามศัพท์ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น เมื่อประเทศไทยได้รับรู้เกี่ยวกับ Radio เรามากำหนดศัพท์เป็นวิทยุ telivision เป็นโทรภาพหรือโทรทัศน์ Video วีดิทัศน์ Vision วิสัยทัศน์
๒. เพื่อขจัดความคลุมเครือ (To Eliminate Ambiguity) เมื่อเราเผชิญกับคำที่มีมากกว่า ๑ ความหมาย หรือคำที่ใช้มีมากกว่า ๑ ความหมาย การนิยามเป็นการกำหนดซึ่งจัดเตรียมความหมายแน่นอนตายตัวจาก การอ้างถึงสาระเนื้อหาที่แท้ ประการนี้ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการอ้างเหตุผลผิดตรรกะแบบ equivocative บางครั้งภาษากำกวมนำไปสู่การโต้แย้งซึ่งเป็นเพียงคำพูด ความไม่สอดคล้องที่ปรากฏบางประการ มีผลไม่เพียงแต่ ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ยังเกิดความแตกต่างในการใช้เทอมขึ้นมา เราสามารถแก้ปัญหาการโต้แย้งได้ จากการชี้คำกำกวมออกมา เราอาจทำสิ่งนี้จากการให้นิยามของเทอมแตกต่างกัน ๒ ประการ จนกระทั่ง ความหมายที่แตกต่างกันสามารถแยกความเด่นชัดและขจัดความสับสนออกไป
๓. เพื่อทำความหมายให้ชัดเจน (To Clarify Meaning) เราขจัดความกำกวมของคำโดยการกำหนด ขอบเขตของคำ แต่เมื่อเราต้องการใช้คำโดยไม่รู้ข้อจำกัดของคำที่นำไปใช้ หรือแม้เราจะรู้ ความหมายของคำนั้น ความหมายหนึ่งก็ตาม ความประสงค์การนิยาม คือ การทำความกระจ่างความหมาย ในการทำความกระจ่างให้กับเทอม คือ การลดความหมายที่กว้างของคำ ซึ่งทำได้โดยการให้นิยามเทอม ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจในการใช้เทอม ในสภาพการณ์ที่กำหนดให้ได้ คำมีความหมายกว้าง บางครั้งจะสับสนกับ คำกำกวม และเป็นไปได้ว่า คำนั้นมีความหมายกว้างและกำกวมในขณะเดียวกัน แต่กำกวมกับความหมายกว้าง เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ดังได้ชี้ให้เห็นแล้วในตอนต้น คำที่มีความหมายกว้างเกิดขึ้นเมื่อ เราพิจารณา "กรณีเส้นเขตแดน" ผลลัพธ์ของการตัดสินใจจากกรณีเส้นเขตแดน อาจแก้ไขได้จากการให้นิยาม เทอมที่มีความหมายกว้าง ซึ่งจะทำความชัดเจน ไม่ว่าจะนำไปใช้ในกรณีเฉพาะหรือไม่ ตัวอย่าง เช่น ความหมาย ของเทอมประชาธิปไตย เป็นการยากที่จะตัดสินว่า ประเทศหนึ่งเป็นประชาธิปไตยหรือไม่
๔. เพื่ออธิบายเชิงทฤษฎี (To Explain Theoretically) ความประสงค์ของการนิยามเป็นเพียงการอธิบาย ทฤษฎีไม่ได้มุ่งในการเพิ่มศัพท์ แต่เพื่อสร้างความสะดวกในทางทฤษฎีและสร้างลักษณะที่จะใช้ประโยชน์ ในทาง วิทยาศาสตร์ของสาระเนื้อหาในสิ่งที่จะไปประยุกต์ใช้ ตัวอย่างเช่น เมื่อนักวิทยาศาสตร์นิยาม "แรง"
แรง คือ ผลของมวลคูณอัตราเร่ง หรือ f = ma
f คือ แรง m คือ มวล a คือ อัตราเร่ง
วัตถุประสงค์ของการนิยามไม่ได้ทำความกระจ่างในคำกำกวม แม้ว่ามันจะลดความหมายที่กว้างของเทอม แรง การนิยามนี้มุ่งให้ความสนใจต่อคำในฐานะที่เป็นความหมายคุณสมบัติในสาระเนื้อหาของทฤษฎี เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อ การเข้าใจมากที่สุด
๕. เพื่อสร้างอิทธิพลต่อเจตคติ (To Influence Attitudes) ความประสงค์ในที่นี้ไม่ใช่การขจัดความกำกวม และความกว้างของคำ แต่เพื่อปลุกอารมณ์ของผู้ฟังหรือผู้อ่านในวิถีซึ่งกำหนดไว้แน่นอน เป็นการสร้างอิทธิพล ต่อเจตคติ ในที่นี้ไม่ได้มุ่งให้ความหมายตามลักษณะตามตัวอักษรของเทอม แต่เป็นการส่งทอดคุณค่า ทางอารมณ์ที่เด่นชัด (the loudatory emotive value) ซึ่งสะดุดใจ ภาษาการนิยามนั้นไม่ได้เป็นการให้สารสนเทศ แต่ทำหน้าที่ในการแสดงออก
วิธีการนิยาม
วิธีการอธิบายความหมายของคำที่ใช้กันทั่วไปที่สุด คือ
๑. โดยคำที่มีความหมายเหมือนกัน (by synonym) เราใช้คำที่มีความหมายตอบคำถามว่า " x คือ อะไร" ลักษณะนี้เรียกว่า นิยามโดยการแปลศัพท์ ซึ่งทำได้โดย
ก. การยกนิรุกติ คือการยกรากศัพท์มากำหนดความหมาย เช่น
ธรรมชาติ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเอง
ธรรมชาติ มาจาก ธรรม มีความหมายว่า สิ่ง และชาติ มีความหมายว่า เกิด ดังนั้น ธรรมชาติ จึงมีความหมายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเอง
ญาณวิทยา คือ ความรู้ในการแสวงหาความรู้
ญาณ แปลว่า รู้ กับ วิทยา แปลว่า ความรู้ รวมความแล้ว แปลว่า ความรู้ในการแสวงหาความรู้
ข. การยกไวพจน์ คือการยกคำที่มีความหมายเหมือนกันมากำหนดความหมาย เช่น ศอคือคอ อัสดรคือม้า วารีคือน้ำ ดามพ์คือทองแดง เป็นต้น
๒. โดยการยกตัวอย่าง (by example)รูปของการนิยามแบบนี้บรรจุการอธิบายความหมายของคำ โดยการ ยกตัวอย่าง เช่น สีเหลือง คือ สีของดอกบานบุรี สีของจีวรพระ สีของเนื้อฟักทอง สีของเปลือกกล้วยสุก
๓. โดยการวิเคราะห์ (by analysis)การนิยามโดยการวิเคราะห์หรือ การแยกประเภท บรรจุการบ่งชี้ประเภทของ สิ่งที่เด่นชัดจากเทอม เช่น การบ่งชี้ประเภท ชนิด ซึ่งเทอมเป็นสมาชิกอยู่และชี้ลักษณะเฉพาะออกมา ซึ่งประเภทหรือชนิดนั้น ไม่ได้มีอยู่ในชั้นอื่น กล่าวได้อีกอย่างเป็นการชี้ออกมาโดยประเภท ชนิด และ ความแตกต่างเฉพาะ เป็นรูปแบบของการนิยาม ที่ยึดถือใช้กันจากแบบอย่างที่อริสโตเติลได้แนะนำไว้
ประเภทของนิยาม
นิยามศัพท์เฉพาะ (Stipulative Definution) เป็นการนิยามศัพท์แก่คำที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นคำใหม่ หรือให้ความหมายใหม่เก่าคำที่มีอยู่แล้ว ความประสงค์ของการนิยามศัพท์เฉพาะ มักใช้ในการแทนที่การแสดงออกที่ซับซ้อน (การนิยามศัพท์นี้ใช้ในการนินามศัพท์ในการทำวิจัยของนักศึกษาด้วย) ด้วยคำที่ง่ายกว่า เป็นการกำหนดในความหมายใหม่
ตัวอย่างเช่น
tigon คือสัตว์ที่มีพ่อเป็นเสือ (tiger) และแม่เป็นสิงโต (lion)
liger คือ สัตว์ที่มีพ่อเป็นสิงโต และแม่เป็นเสือ
คชสีห์ คือ สิงห์ที่มีจมูกเป็นช้าง
หรือ
นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นต่ำกว่าอุดมศึกษา
นักศึกษา หมายถึงผู้กำลังพัฒนาตนในระดับอุดมศึกษา
นิยามศัพท์รายงานหรือนิยามศัพท์บัญญัติ (Lexical Definitions or Dictionary Definition หรือ reportive definition) นิยามโดยการอ้างความหมายที่เคยใช้กันมาจนเป็นที่ยอมรับในสังคม ใช้ในการรายงานความหมาย ซึ่งคำเหล่านั้น มีอยู่แล้วในภาษาหนึ่ง ส่วนมากมีการนิยามศัพท์ไว้ในพจนานุกรม ปทานุกรม อาจเป็นจริงหรือเท็จขึ้นอยู่กับว่ามันได้รายงาน หรือไม่รายงาน สิ่งที่ได้ใช้กันตามปกติทั่วไป บางทีปทานุกรมก็ผิดพลาด และบางทีความหมายที่รับรู้ในกลุ่มหนึ่ง แตกต่างจากความหมายของอีกกลุ่มหนึ่ง การอ้างนิยามทำนองนี้ จึงต้องดูความเหมาะสมในแต่ละกรณี
นิยามศัพท์แยกประเภท (Analytic definition หรือ connotative definition) คือ การนิยามโดยการวิเคราะห์หรือ แยกลำดับให้เห็นจากส่วนใหญ่ไปหาส่วนย่อย บ่งชี้ประเภท ชนิด และความแตกต่างเฉพาะซึ่งเทอมเป็นสมาชิกอยู่ และชี้ลักษณะเฉพาะ ออกมา ซึ่งประเภทหรือชนิดนั้นไม่ได้มีอยู่ในชั้นอื่น
การนิยามโดยแยกประเภทให้เข้าใจ เริ่มต้นด้วยการบอกให้รู้ประเภทกว้าง (genus) แล้วกำหนดให้รัดกุมด้วยประเภท เจาะลง (differentia)...อาจแบ่งย่อยลงไป ตามชนิดของตัวนิยาม ที่ใช้แบ่งประเภท ดังต่อไปนี้
ก. นิยามโดยบรรยาย (descriptive definition) ได้แก่การยกลักษณะขึ้นมาแบ่งประเภท มีชนิดย่อย ตามความ สำคัญของลักษณะเป็น ๒ ชนิดด้วยกัน คือ
๑) บรรยายคุณสมบัติ (desciptive by properties) ได้แก่การยกลักษณะเฉพาะ ซึ่งหาไม่ได้ ในสิ่งอื่น เช่น คนเป็นสัตว์ที่ขบขันได้
๒) โดยบรรยายคุณลักษณ์ (descriptive by accidents) ได้แก่การยกลักษณะที่มีร่วมกับสิ่งอื่น จำเป็นต้องยกขึ้นมาหลาย ๆ อย่าง เพื่อมิให้กว้างเกินไป เช่น คนเป็นสัตว์สองขา มีนมเลี้ยงลูก เดินตัวตั้งตรง ชอบอยู่เป็นสังคม มีขนน้อย ฯลฯ
ข. นิยามโดยยกปัจจัย (cause definition) ได้แก่การยกปัจจัยขึ้นมาแบ่งประเภท มีชนิดย่อย ตามชนิดของปัจจัยซึ่งอริสโตเติลได้แบ่งไว้ ๔ ชนิด คือ
๑) โดยยกวัสดุปัจจัย (material cause) ได้แก่การยกวัสดุที่ใช้ทำขึ้นมาแบ่งประเภท เช่น บ้านหลังนี้เป็นสิ่งทำด้วยไม้
๒) โดยยกรูปปัจจัย (formal cause) ได้แก่การยกรูปแบบขึ้นมาแบ่งประเภท เช่น ตึกหลังนี้ สร้างเป็นรูปตัว L
๓) โดยยกการกปัจจัย (efficienct cause) ได้แก่การยกผู้กระทำขึ้นมาแบ่งประเภท เช่น ตึงหลังนี้เป็นสิ่งสร้างโดย ร.๖ วรรณกรรมเป็นสิ่งประดิษฐของนักเขียน
๔) โดยยกอันตปัจจัย (final cause)ได้แก่การยกจุดมุ่งหมายขึ้นมาแบ่งประเภท เช่น ตึกหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อการศึกษา ปากกาเป็นเครื่องมือใช้ขีดเขียน
ค. นิยามยกผู้ให้กำเนิด (genetic definituion) ได้แก่การยกผู้ให้กำเนิดขึ้นมาแยกประเภท ผู้ให้กำเนิดต่างกับการกปัจจัยตรงที่ว่า ผู้ให้กำเนิดทำให้เกิดขึ้นโดยให้ตัวเองหรือแบ่งส่วนของตัวเองให้ ส่วนการกปัจจัยทำให้เกิดขึ้นโดยการเอาสิ่งอื่นมาทำ ตัวอย่างของผู้ให้กำเนิด เช่น แม่น้ำเป็นร่องน้ำที่เกิดจากแคว มารวมกัน นายแดงเป็นลูกของนายดำกับนางขาว นำเป็นสิ่งที่เกิดจากการรวมตัวของไฮโดรเจนกับออกซิเจน
ง. นิยามโดยยกสารัตถะ (essentisl definition) ได้แก่การยกสารัตถะหรือแก่นเนื้อหาขึ้นมา แบ่งประเภท เช่น คนเป็นสัตว์ที่รู้คิดตามเหตุผล สัตว์คือสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก
กฎการนิยามศัพท์แยกประเภท
กฎที่ ๑ นิยามควรกล่าวคุณลักษณะสาระของสิ่งที่จะนิยาม บอกลักษณะครบถ้วน
กฎที่ ๒ นิยามต้องไม่เป็นวงรอบ
กฎที่ ๓ นิยามควรเสมอกับชนิดของสิ่งที่กำหนดความ นั้นคือ ต้องไม่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไป
กฎที่ ๔ นิยามไม่ควรแสดงออกในภาษาที่คลุมเครือ หรือกำกวม
กฎที่ ๕ นิยามต้องไม่เป็นปฏิเสธในกรณีที่เป็นบอกเล่าได้
นิยามศัพท์ทฤษฎี (Theoretical Definitions) เป็นการจัดเตรียมภาพทางทฤษฎี หรือการสร้าง ลักษณะของทั้งหมดจากศัพท์ เป็นการจัดเตรียมวิถีการมองหรือรับรู้ลักษณะรวมทั้งหมดนี้ซึ่งแนะนำถึงการอนุมานลงสู่ลักษณะเฉพาะการสอบค้นต่อไป หรือสิ่งอื่นใดที่จะถ่ายทอดโดยการยอมรับทฤษฎีที่ครอบคลุมสิ่งทั้งหมด เหล่านี้ ตัวอย่าง เช่น
ความร้อน หมายถึงพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระของโมเลกุลสสาร
F = MA : F = force, M = mass, A = acceleration
แรง คือ มวลคูณอัตราความเร่ง
นิยามศัพท์ชี้ชวน (Persuasive Definitions) นิยามที่มีความประสงค์ให้มีอิทธิพลต่อเจตคติ เรียกว่า นิยามศัพท์ชี้ชวน หน้าที่ของมันเป็นความประสงค์ หน้าที่ของภาษา คือ การแสดงออกและให้สารสนเทศ ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า รูปแบบการนิยามอื่น ๆ สามารถเป็นการชี้ชวน ถ้าคำหรือวลีในภาษาแสดงอารมณ์และมุ่งในการ สร้างอิทธิพลเท่า ๆ กับ การชี้นำ ตัวอย่าง เช่น เจ้าเมืองคือผู้กินเมือง
หลักการนิยาม
กฎที่ ๑ นิยามควรกล่าวคุณลักษณะสาระของสิ่งที่จะนิยาม
กฎที่ ๒ นิยามต้องไม่เป็นวงรอบ
กฎที่ ๓ นิยามควรเสมอกับชนิดของสิ่งที่กำหนดความ นั้นคือ ต้องไม่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไป
กฎที่ ๔ นิยามไม่ควรแสดงออกในภาษาที่คลุมเครือ หรือกำกวม
กฎที่ ๕ นิยามต้องไม่เป็นปฏิเสธในกรณีที่เป็นบอกเล่าได้
๑. คำนิยามต้องครอบคลุมลักษณะสำคัญของสิ่งที่นิยาม บางครั้ง คำนิยามอาจกล่าวลักษณะที่มีลักษณะเด่นเพียง ประการเดียวเมื่อนิยามคำนั้น แต่ไม่ได้ทำให้เราเกิดการหยั่งเห็นในความหมายของศัพท์นั้น ตัวอย่างเช่น
เก้าอี้ คือ ที่นั่นสำหรับคนเดียว มีขารองรับที่นั่ง
ดินสอ คือ อุปกรณ์สำหรับใช้เขียน ลักษณะเป็นแท่งยาว ส่วนที่ใช้เขียนเป็นของแข็ง
ปากกา คือ อุปกรณ์สำหรับใช้เขียน ลักษณะเป็นแท่งยาว ส่วนที่ใช้เขียนเป็นของเหลว
๒. คำนิยามต้องไม่เป็นวงรอบแบบงูกินหาง คำนิยามเป็นวงรอบเป็นหนึ่งในเทอมที่นิยามที่ ได้นิยามอยู่ในตัว ของมันเอง เช่น
มนุษย์ คือ ผู้มีใจสูง ผู้มีจิตใจสูง คือ มนุษย์
ขวา คือสิ่งตรงข้ามกับซ้าย ซ้ายคือสิ่งที่ตรงข้ามกับขวา
๓. คำนิยามต้องไม่กว้างเกินไป คำนิยามที่กว้างเกินไปหมายถึงคำนิยามนั้นใช้กับสิ่งต่าง ๆ มากกว่าคำที่ ศัพท์นั้นนิยามไว้ เช่นเรานิยามว่า รถยนต์ คือยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ คำนิยามนี้เป็นคำนิยามที่กว้างมาก เพราะจักรยานยนต์ก็เป็น ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองแต่ไม่ใช่รถยนต์ คำนิยามที่กว้างอาจชัดเจน สมบูรณ์ เป็นบอกเล่าและไม่เป็นแบบงูกินหาง แต่ไม่ชัดเจนในลักษณะที่จะนำคำนั้นไปใช้
คำนิยามต้องไม่แคบเกินไป คำนิยามที่แคบเกินไป หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่น้อยกว่าศัพท์ที่ศัพท์นั้นได้รับ การนิยาม เช่นเรานิยามว่า รถยนต์ คือ ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อยู่ส่วนหน้าเป็นการนิยามศัพท์ ที่แคบเกินไป เพราะยานพาหนะที่ขับเคลื่อน ด้วยเครื่องยนต์ที่อยู่ส่วนหน้า นอกจากรถยนต์แล้ว ยังมีรถไฟ เรือยนต์ เป็นต้น
๔. คำนิยามต้องไม่คลุมเครือหรืออุปมา การนิยามที่คลุมเครือจะไม่ให้รายการที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำคำนั้นไปใช้ แต่คำที่คลุมเครือนั้นสามารถนำไปใช้ได้ในหลายความหมาย การนิยามเชิงเทคนิคที่ชัดเจนสมบูรณ์ต่อคนที่คุ้นเคย ในเฉพาะสาขา อาจยากที่จะนิยามศัพท์ได้
คำนิยามที่เป็นอุปมา เช่น ครู คือ เรือจ้าง ชาวนา คือกระดูกสันหลังของชาติ ทหารคือรั้วของชาติ
๕. คำนิยามต้องไม่เป็นปฏิเสธในกรณีที่เป็นบอกเล่าได้ บางคำเกือบจะนิยามศัพท์ไม่ได้ถ้าไม่ใช้คำ ปฏิเสธ ตัวอย่างเช่น ทารก และ หัวล้าน แต่โดยทั่วไป การอธิบายคำสิ่งที่ไม่ได้หมายถึง ยากที่จะช่วย อธิบายว่า มันหมายถึง อะไร การนิยามคำว่า วิทยุ คือ การสื่อสารที่ไร้สาย ไม่ได้ทำให้คนที่ไม่มีความคิดเกี่ยวกับการทำงานของวิทยุมาก่อนเกิดการหยั่งเห็น ยิ่งไปกว่านั้น การนิยามเชิงปฏิเสธมักทิ้งการเปิดกว้างที่เป็นไปได้มากมาย การสื่อสาร ที่ไร้สายมีหลายชนิดไม่ใช่เฉพาะวิทยุเท่านั้น
7 กรกฎาคม 2552
เรื่องของพจน์ (Term) ในการอ้างเหตุผล
เรื่องของพจน์ (Term) ในการอ้างเหตุผล
สมประสงค์ น่วมบุญลือ
ในการพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักหลักแห่งเหตุผล ผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจในกระบวนการพิจารณาความเป็นเหตุผล ให้เป็นเหตุ (ภาวะเงื่อนไขที่จำเป็น) ที่แท้จริง ไม่ใช่เหตุผลลวง หรือ เหตุผลกำมะลอ หรือ อ้างแล้วไม่สมเหตุสมผล
ในทางตรรกะ (คำบาลี ตรึก = เอาจิตเข้าไปจับ คู่กับตรอง = การเอาจิตพิจารณา มักใช้คู่กัน คือเอาจิตเข้าไปจับและพิจารณาด้วย) มีคำหนึ่งที่ใช้ คือ term หมายถึงถ้อยคำ ในทางคณิตศาสตร์ใช้คำว่า พจน์ โดยทั่วไปมักเรียกทับศัพท์ ในที่นี้จะใช้คำว่า เทอม
เทอม (Terms) คืออะไร
เทอม (term) คือคำหรือกลุ่มคำที่มีความหมายเดียว (ใช้เป็นประธานหรือส่วนขยายของญัตติได้)
(ญัตติ คือ ประโยคที่ใช้ในการอ้างพิสูจน์ เรียกว่า ประโยคตรรกะก็ได้ ประโยคตรรกะประกอบด้วย ประธาน ตัวเชื่อม และส่วนขยาย คงต้องขยายความต่อไปในภายหลัง) เช่น คน มนุษย์ เรือน บ้าน กำนัน นายก นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีประเทศไทย
เทอม มีคุณสมบัติในการครอบคลุมสิ่งที่กล่าวถึงต่างกัน เช่น เมื่อเอ่ยถึง คน เราหมายถึง ทุกคน แต่เมื่อกล่าวบางคน เราหลายถึงว่า ไม่ใช่ทุกคน ลักษณะครอบคลุมทั้งหมดหรือไม่นี้เราเรียกว่าการกระจายของเทอม
การกระจายและไม่กระจายของพจน์หรือเทอม
การกระจาย หมายความถึงการกินความครบทุกส่วน เช่น แตงโม แตงโมครึ่งผลนั้น แตงโมเสี้ยวนี้ ต่างแสดงการกระจาย เพราะว่า
แตงโม กินความถึงแตงโมทั้งหมด นั่นคือ กินความครบทุกส่วนของสิ่งที่เป็นแตงโม
แตงโมผลนี้ กินความถึงแตงโมผลนี้ทั้งหมด นั่นคือ กินความครบทุกส่วนของสิ่งที่เป็นแตงโมผลนี้
แตงโมครึ่งผลนั้น กินความเฉพาะแตงโมครึ่งผลนั้นทั้งหมด กินความครบทุกส่วนในแตงโมครึ่งผลนั้น
แตงโมเสี้ยวนี้ กินความเฉพาะเสี้ยวนี้ทั้งหมด เป็นลักษณะกินความครบทุกส่วนในแตงโมเสี้ยวนี้
การไม่กระจาย หมายถึงกินความบางส่วน แล้วแต่จะมากหรือน้อยก็ได้ แต่กินความไม่ทั้งหมด เช่น แตงโมบางลูก แตงโม บางส่วนของลูกนั้น แตงโมเกือบทั้งหมดของลูกนี้ เพราะว่า
แตงโมบางลูก แสดงถึงบางส่วนของจำนวนแตงโมที่มีอยู่ทั้งหมด
แตงโมบางส่วนลูกนั้น แสดงถึงแตงโมลูกนั้นบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด
แตงโมเกือบทั้งหมดของลูกนี้ แสดงถึงบางส่วนเท่านั้น ไม่เต็มทั้งลูก
ประเภทของเทอม
เทอม จำแนกได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ
๑. เทอมสามัญและเทอมเอกพจน์ (General and singular terms)
๒. เทอมรวมและเทอมกระจาย (Collective and distributive terms)
๓. เทอมรับ เทอมปฏิเสธ และเทอมเฉพาะ (Positive, negative and privative terms)
๔. เทอมคล้อยตามและเทอมแย้ง (Contrary and contradictory terms)
๑. เทอมสามัญและเทอมเอกพจน์ (General and singular terms)
เทอมสามัญ เป็นเทอมซึ่งสามารถใช้ในความหมายเดียวกันกับทุกสิ่ง เมื่อกล่าวเป็นจำนวนจะเป็นจำนวนไม่รู้จบของ สิ่งต่างๆ เป็นประเภทหรือมีคุณภาพแน่นอนร่วมกัน เป็นที่รู้เข้าใจตรงกันทั่วไป เช่น นก หนู สุนัข กุหลาบ ภูเขา แม่น้ำ ไผ่ ทารก คนชรา เราสามารถทำเทอมสามัญให้เป็นเทอมเอกพจน์ได้โดยการบอกตัวแสดงลักษณะเอกพจน์ลงไป เช่น นกตัวหนึ่งหมายถึงนกจำนวน ๑ ตัวในประเภทของนก สุนัขพันธุ์หนึ่งหมายถึงสุนัข ๑ พันธุ์ในประเภทของสุนัข เช่นเดียวกับ นักศึกษาคนหนึ่ง ผู้แทนคนหนึ่ง
เทอมเอกพจน์ เป็นเทอมที่ใช้ได้เพียงเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น สิ่งของ สถานที่ บุคคล หรือความคิด ตัวอย่างเช่น สุนัขตัวนี้ ไม่ได้หมายถึงสุนัขทั่วไป แต่เป็นสุนัขเฉพาะ เทอมเอกพจน์ ยังจำแนก ได้ออกเป็น ๒ ประเภทย่อย คือ
ก. วิสามานยนาม (proper names) ได้แก่ชื่อที่กำหนดเฉพาะให้กับสิ่งต่าง ๆ เช่น พ่อขุนรามคำแหง พระพิฆเณศ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยคริสเตียน โรงเรียนพอเงินวิทยา สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี
ข. เทอมพรรณนาเอกลักษณ์ (uniquely descriptive terms) คือ เทอมซึ่งเป็นลักษณะสามัญ ตามธรรมชาติ แต่มีขอบข่ายในการอ้างอิงจำกัดวงแคบจนสามารถอ้างเป็นสิ่งเดียวได้ เช่น ภูเขาสูงสุดในประเทศไทย ภูเขาสูงในประเทศไทยจะหมายถึงเขาสูงทั่วไปในประเทศไทย แต่เขาสูงที่สุดในประเทศไทยจะหมายถึงภูเขาลูกเดียวที่สูงสุด เช่นเดียวกันกับ นายกรัฐมนตรีของไทย หมายถึงนายกรัฐมนตรีของไทยโดยทั่ว ๆ ไป แต่นายกรัฐมนตรีคนแรกมีเพียงคนเดียว คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเท่านั้น
เทอมสามัญสามารถนำมาใช้เป็นเทอมเอกพจน์ได้ และเทอมเอกพจน์ก็สามารถใช้เป็นเทอมสามัญได้ ตัวอย่าง เช่น แฟ๊ป เป็นชื่อผงซักฟอกชนิดหนึ่งเป็นเทอมเอกพจน์ ในปัจจุบันถ้าพูดถึงแฟ๊บ เราจะหมายถึง ผงซักฟอกใด ๆ ก็ได้โดยไม่คำนึงถึงยี่ห้อ คือ นำเทอมเอกพจน์มาใช้เป็นเทอมสามัญ ในประเทศเวียดนาม Honda หมายถึงรถมอเตอร์ไซค์ ส่วนเขาดินเป็นเทอมสามัญใช้เรียกเขาที่เกิดจากดิน แต่เมื่อนำมาใช้เป็นเทอมเอกพจน์ จะหมายถึงสวนสัตว์ดุสิตที่กรุงเทพฯ ตัวอย่างอื่น ๆ เช่น โรเนียว ลิโพ น้ำโพลารีส
ดังนั้น เทอมในตัวของมันเองไม่เป็นสามัญหรือเอกพจน์ขึ้นอยู่กับการใช้เทอมซึ่งทำให้เป็นสามัญหรือเอกพจน์
๒. เทอมรวมและเทอมกระจาย (Collective and distributive terms)
เทอมรวม คือ เทอมที่ อ้างถึงประเภทชั้นหนึ่งซึ่งครอบคลุมทั้งหมดหรือรวมเป็นหน่วยเดียว เช่น กองทัพ หอสมุด ฝูงวัว วิทยาลัย
เทอมกระจาย คือเทอมซึ่งอ้างถึงแต่ละหน่วยของแต่ละสิ่งในประเภทชั้นหนึ่งที่แยกออกมา เช่น เด็กชายทุกคน นักเรียนแต่ละคน ตุ๊กตาแต่ละตัว
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการตัดสินเด็ดขาดว่าเป็นเทอมรวมหรือเทอมกระจายในตัวของมันเอง ตัวอย่าง เช่น มุมของสามเหลี่ยม ทั้งหมดเป็นมุมเท่ากับสองมุมฉาก เทอมประธาน คือมุมของสามเหลี่ยมทั้งหมดใช้เป็นเทอมรวม เพราะว่ามุมทั้งหมด รวมกันเป็นมุมเท่ากับสองมุมฉาก ในอีกด้านหนึ่งเทอมเดียวกันนี้ อาจเป็นเทอมกระจาย คือครอบคลุมมุม ของสามเหลี่ยมทั้งหมด
๓. เทอมรับ เทอมปฏิเสธ และเทอมส่วนเฉพาะ (Positive, negative and privative terms)
เทอมรับ คือเทอมซึ่งอ้างถึงการแสดงคุณภาพหรือปริมาณ ในทางที่ยอมรับมักเป็นทางบวก ตัวอย่าง เช่น ความฉลาด ความดี ซื่อสัตย์ หวาน สว่าง
เทอมปฏิเสธ คือ เทอมที่แสดงในทางลบ เช่น อันตราย โง่ ชั่ว โกง ขม มืด บางครั้งยากที่จะดึงความเด่นชัดออกมา เช่น อโลหะเท่ากับไม่เป็นโลหะ อโรคยาศาลคือศาลาที่ปราศโรค อพราหมณ์ คือ ไม่ใช่ วรรณะพราหมณ์ เมื่อพิจารณาความหมายแล้วไม่ได้ปฏิเสธ เช่น อพราหมณ์เป็นคนวรรณะอื่นที่ไม่ใช่พราหมณ์
เทอมเฉพาะ คือ ชื่อของบางสิ่งซึ่งครั้งหนึ่งมีคุณภาพ หรือ มีเหตุผลอื่น บางประการที่คาดหวังว่าต้องมี แต่ไม่มี เช่น บอด ใบ้ หมายความ โดยทั่วไปตาต้องเห็น หรือ ปากต้องพูดได้ หรือบางสิ่งคาดว่าไม่มีแต่กลับมี เช่น มือมี ๖ นิ้ว วัวมี ๕ ขา เป็นสิ่งที่ปรากฏโดยไม่ได้คาดหวัง
๔. เทอมตรงข้ามและเทอมแย้ง (Contrary and contradictory terms)
เทอมตรงข้าม คือเทอมซึ่งแสดงการแยกจากกัน ชี้ชัดได้ว่าต้องเป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งไม่ใช่สิ่งนี้ เป็นขอบข่ายการอ้างอิงเป็นสากล ตัวอย่าง เช่น ขาว-ดำ หวาน-ขม ดี-ชั่ว ฯลฯ ขาว-ดำ แยกออกจากกันเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น ขาวไม่ใช่ดำ ดังนั้น ขาวไม่สามารถเป็นดำได้และดำไม่สามารถเป็นขาวได้ ทั้งสองแสดงความยิ่งใหญ่ที่สุดกับสิ่งตรงข้ามกัน ระหว่างขาวกับดำ
เทอมแย้ง คือเทอมที่แสดงให้เห็นว่ามีการแยกสิ่งหนึ่งออกจากสิ่งอื่น แต่สิ่งอื่นนั้นไม่ได้เป็นสิ่งเดียวและเป็นแบบรวมหมู่ ของสิ่งที่อ้างแรกทั้งหมด ตัวอย่างเช่น คนผิวขาว-คนผิวไม่ขาว ชาวพุทธ-ไม่ใช่ชาวพุทธ ดังนั้น จากตัวอย่างเป็นคู่ของเทอมของสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการรับและอีกสิ่งหนึ่งปฏิเสธ ขาวกับไม่ขาวแยกออกจากกัน ทั้งสองไม่สามารถทำนายได้ แต่บอกขอบเขตการอ้างอิงว่าอะไรเป็นขาวกับไม่ขาว ดังนั้นขอบเขตของการอ้างอิง คือ สีขาวกับไม่ขาว ไม่ขาวหมายถึงสีทุกสีในประเภทของสี ยกเว้นสีขาว
ในการพิสูจน์ในรูปแบบของนิรนัย ยังมีเทอมที่เกี่ยวข้องเฉพาะ คือ
เทอมหลัก เทอมรอง เทอมกลาง เป็นเทอมที่ต้องกล่าวถึงในการอ้างพิสูจน์ ซึ่งจะกล่าวถึงภายหลัง ในที่นี้เพียงให้ทราบลักษณะ พอสังเขปของเทอมดังกล่าว ดังนี้
เทอมหลัก คือ เทอมทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของญัตติสรุป เป็นเทอมที่มีลักษณะเป็นสากลมากกว่า เทอมอื่น
เทอมรอง คือ เทอมทำหน้าที่เป็นประธานของญัตติสรุป มีลักษณะเป็นปัจเจก
เทอมกลาง คือ เทอมที่มีอยู่ทั้งในญัตติอ้างหลักและญัตติอ้างรองทำหน้าที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่างเทอมหลักกับเทอมรอง หรือโยงลักษณะปัจเจกเข้าสู่ลักษณะสากล
เทอมหลัก เทอมรอง และเทอมกลางนี้ ดูรายละเอียดในเรื่องรูปแบบการอ้างร่วม