9 ธันวาคม 2557

โครงงานประวัติศาสตร์

ความหมายของโครงงานประวัติศาสตร์
โครงงาน คือ การจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าในประเด็นที่ตนสนใจ โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เพื่อตอบประเด็น ด้วยการกำหนดเป้าหมาย ตั้งสมมุติฐาน กำหนดขอบเขต (วัตถุประสงค์) แหล่งความรู้ (ข้อมูล) การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล (ด้วยหลักเหตุผล) สรุปประเด็นที่ค้นพบ และนำเสนอ (ลักษณะที่เป็นชิ้นงาน)
ประวัติศาสตร์ คือ การศึกษาพฤติกรรมสังคมมนุษย์ในอดีตด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์โดยใช้การแปลความหมายจากการบันทึกเป็นหลัก
โครงงานประวัติศาสตร์ คือ การจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ตามประเด็นที่ผู้เรียนสนใจ โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาคำตอบประเด็นดังกล่าว

ความสัมพันธ์ของ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ สังคมศึกษา และประวัติศาสตร์
          วิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการหาคำตอบ (ความรู้) จากการสัมผัส (ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ เรียกว่าข้อมูล หรือ หลักฐานประจักษ์) และนำมาวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุผล (เพื่อทำให้เกิดการปักใจเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นจริงหรือเท็จ) และสรุปเป็นหลัก
          สังคมศาสตร์ คือ การนำกระบวนการวิทยาศาสตร์มาศึกษาสังคม
          ศึกษาศาสตร์ คือ สังคมศาสตร์ที่ศึกษาในด้านการถ่ายทอดความรู้และพัฒนามนุษย์ในสังคม
          สังคมศึกษา คือ การศึกษาที่ถ่ายทอดและพัฒนามนุษย์ในด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม (ทั้งทางกายภาพและสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น)
          ประวัติศาสตร์ คือ สังคมศาสตร์ที่ศึกษาสังคมมนุษย์ในอดีต
          เพื่อให้สะดวกต่อการเข้าใจ


วิทยาศาสตร์
สังคมศาสตร์
สังคมศึกษา
ประวัติ
ศาสตร์
ขอบเขตศึกษา
กายภาพที่สัมผัสได้
กลุ่มมนุษย์
มนุษย์-สิ่งแวดล้อม
มนุษย์ในอดีต
กระบวนการศึกษา




มีจุดหมายในการหาคำตอบ
x
x
x
x
รวบรวมหลักฐานประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง
X
x
X
x
ใช้เหตุผลตรวจสอบ วิเคราะห์หลักฐาน  
X
X
X
x
สรุปสิ่งที่ค้นพบ
x
X
x
x
นำเสนอสิ่งที่ค้นพบ
x
X
x
x
           จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วมีตัวร่วม (เพื่อหาความคิดรวบยอด) คือกระบวนการวิทยาศาสตร์ ดังนั้น โดยหลักใหญ่แล้ว ต้องถือกระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นหลัก แต่เมื่อนำไปใช้ในสาขาวิชาใดก็กำหนดเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานั้น ดังนั้น สิ่งที่ตามมา คือ เมื่อจะนำไปใช้ในวิชาใด จึงเป็นต้องรู้ความคิดรวบยอดของสาขาวิชานั้น

ทักษะวิทยาศาสตร์ที่สัมพันธ์กับสังคมศึกษา
          ทักษะวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้ในสังคมศึกษา ประกอบด้วยทักษะหลัก (อุปนัยวิทยาศาสตร์) เป็นโครงสร้างหรือหลักการ กับทักษะมูลฐาน ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความจริง
          ทักษะหลัก ประกอบด้วย
๑. กำหนดเป้าหมาย ระบุประเด็นที่ต้องการศึกษา
๒. ตั้งสมมุติฐาน
๓. ศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
๔. ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล (โยงภาวะเงื่อนไขที่เป็นเหตุและผล)
๕. สรุปผลการศึกษา
ทักษะมูลฐาน ประกอบด้วย
๑.  ทักษะการสังเกต (Observing) คือการแสวงหาคำตอบจากการสัมผัสอย่างมีจุดหมาย
๒.   ทักษะการวัด (Measuring) คือ การใช้เครื่องมือในการหาคำตอบเกี่ยวกับจำนวนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
๓.   ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ (Classifying) คือ การนำสิ่งที่มีลักษณะเดียวกันมาไว้รวมกัน
๔.    ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา (Using Space/time Relationship) คือ ความสามารถในการเชื่อมโยงมิติเวลา พื้นที่ สถานที่ ตำแหน่ง ทิศทางของข้อมูล
๕.   ทักษะการคำนวณ (Caculating) คือการนำจำนวนที่วัดได้มาเข้ากระบวนการเพื่อนำไปสู่คำตอบ
๖.   ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Processing data and Comunication) คือ การนำข้อมูลที่รวบรวมมาดำเนินการให้เป็นระเบียบ ต่อเนื่อง และนำมาใช้ในการตอบปัญหาได้
๗.  ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) การพิจารณาข้อมูลด้วยเหตุผลและเลือกตำจอบที่มีแนวโน้มเป็นไปได้
๘.  ทักษะการพยากรณ์ (Predicting) คือ การคาดคะเนคำตอบจากการวิเคราะห์ข้อมูลโยงลำดับความสัมพันธ์ของเหตุและผล
สังคมศึกษา เป็นสาขาวิชาย่อยของศึกษาศาสตร์ คือ ศึกษาด้านการถ่ายทอดความรู้และพัฒนามนุษย์ในสังคม เน้นเฉพาะลงมาในด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภาพและสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในอดีตปรากฏอยู่ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ สังคมศึกษาจึงนำสาระเนื้อหาประวัติศาสตร์มาใช้ในการเรียนการสอน
คุณค่าของประวัติศาสตร์ที่นำมาใช้ในสังคมศึกษา มีอย่างน้อย ๓ ประการ คือ
๑.  คุณค่าทางสาระเนื้อหา คือ เรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ทั้งพฤติกรรมทางกาย ภูมิปัญญา จินตนาการและสร้างสรรค์ การคิดค้นและแก้ปัญหา การดำรงชีวิต การจัดระเบียบสังคม ความสัมพันธ์ในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม  ฯลฯ
๒.  คุณค่าทางวิธีการ คือ การแสวงหาคำตอบอย่างมีระบบ
๓.  คุณค่าทางด้านความรู้สึก เป็นคุณค่าที่เกิดจากการได้คำตอบ ความรู้ด้วยหลักฐานประจักษ์ นำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกผูกพัน ตลอดจนจงรักภักดี (ซึ่งเป็นเรื่องมนุษยศาสตร์)

ลักษณะของวิชาประวัติศาสตร์
          ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีตทั้งหมดที่ศึกษาจากหลักฐานประจักษ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรและแปลความหมายหรือตีความได้ ดังนั้น ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งหมด อย่างไรก็ตามในการนำมาใช้ในการทำโครงงานในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมศึกษา สิ่งที่พึงระลึก คือ
          ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของมนุษย์ ที่บันทึกโดยมนุษย์ และตีความโดยมนุษย์ มนุษย์มีความรู้สึกรักชอบ โกรธเกลียดกลัวภัย ไม่รู้ ซึ่งทำให้ความจริงผิดพลาดได้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาด้วยความเป็นกลางและสอดคล้องกับกรณีแวดล้อม 
          ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เกิดจากพฤติกรรมและความคิดมนุษย์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมในบริบทแห่งกาละ เทศะ และการเปลี่ยนแปลง เมื่อกาละ เทศะ เปลี่ยนไปพฤติกรรมของมนุษย์ก็เปลี่ยนไปด้วย
          ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องราวที่มนุษย์ได้ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม หรือปรับสภาพแวดล้อม (เท่าที่ทำได้) ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ดังนั้น ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องราวการคิดของมนุษย์ทั้งในทางกุศลและอกุศล รวมถึงมาตรฐานทางจริยธรรมและอื่น ๆ  
          ประวัติศาสตร์เป็นแหล่งรวมความรู้ทั้งมวลจากอดีต  ดังนั้น จึงสามารถศึกษาได้ทุกเรื่อง

จุดมุ่งหมายของการทำโครงงาน
          ทำได้อย่างน้อย ๔ ลักษณะ คือ
          โครงงานสำรวจ คือ การใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการศึกษาสภาวะที่เป็นอยู่ของสิ่งที่จะศึกษา ซึ่งสำรวจได้ในเชิงเอกสาร บริเวณพื้นที่ โครงสร้าง องค์ประกอบ ฯลฯ
โครงงานค้นคว้า (ทดลอง) คือ การศึกษาภาวะเงื่อนไขที่สงสัยว่าจำเป็นต่อการให้เกิดผลหนึ่งมาทำการปฏิบัติแล้วดูผลว่าเป็นไปตามที่ตั้งสมมุติฐาน (คาดหวัง) ไว้หรือไม่ เช่น การที่มาของวัฒนธรรมการกิน การแต่งกาย ทดลองการนำภาชนะดินเผาจากที่ต่าง ๆ มาเปรียบเทียบความแกร่ง การนำเครื่องมือเครื่องใช้ในอดีตมาปรับใช้กับปัจจุบัน
โครงงานประดิษฐ์ คือ กระบวนที่ทำการศึกษาเพื่อสร้างสรรค์ จำลอง สร้างแบบ แบบจำลอง จากเรื่องราวที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ซากโบราณสถาน ภาพวาด ภาพร่าง โครงสร้าง องค์ประกอบ ฯลฯ เช่น แบบจำลองที่พักอาศัย เจดีย์ อาคาร พระราชวัง ฉากประวัติศาสตร์สมัยต่าง ๆ แบบจำลองกิจกรรมในอดีต
โครงงานพิสูจน์ทฤษฎี คือ การศึกษาหาความสัมพันธ์ของเหตุผลเพื่อใช้เป็นหลีกทั่วไปในการอธิบายปรากฏการณ์

หัวข้อที่เกี่ยวกับการจัดทำโครงงานประวัติศาสตร์
          ประเด็นที่จะนำทางให้นักเรียนกำหนดหัวข้อ (ทำให้นักเรียนเกิดความสงสัย ใคร่รู้คำตอบ) และนำไปสู่การจัดทำโครงงานประวัติได้ทำได้หลายแนวทาง ตัวอย่าง เช่น
๑.      ประเด็นความสัมพันธ์ของเวลาและการเปลี่ยนแปลง
จากความสัมพันธ์ของกาลเวลากับการเปลี่ยนแปลง ประวัติศาสตร์สามารถศึกษาได้ในประเด็น ดังต่อไปนี้

เวลากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้าน
เศรษฐกิจ
การผลิต การกระจาย การบริโภค ในอดีต
สังคม
รูปแบบปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ในอดีต
ศาสนา
ความเชื่อและศรัทธา ในอดีต
การเมือง
ความสัมพันธ์ของอำนาจและการปกครองของรัฐ ในอดีต
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทักษะและการประดิษฐ์ สร้างสรรค์ ในอดีต
ภาษา
สัญลักษณ์และการสื่อสาร ในอดีต
ศิลปะ
การแสดงออกทางสุนทรียะ ในอดีต

          คำถามนำอาจเป็นประเด็น เมื่อสมัย (เมื่อใด) สิ่งนี้ (อะไร) ใครริเริ่ม (บุคคล) มีลักษณะอย่างไร (วิธีการ กระบวนการ) ด้วยเหตุใด (เหตุผล) ซึ่งถ้ายังตอบได้ไม่ขัดเจนก็นำเข้าสู่กระบวนการทำโครงงานได้ แต่ละหัวข้อยังจำแนกแยกย่อยลงไปอีกมากมาย ตัวอย่าง เช่น
เศรษฐกิจ ในด้านการผลิต อาจศึกษาประวัติการทำอาหาร เครื่องทุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เครื่องมือเครื่องใช้ เทคนิคการผลิต การบริการ ประวัติวิธีการแลกเปลี่ยนสินค้า ประวัติเงินตรา ประวัติการควบคุมทรัพยากร กระบวนการบริโภค ฯลฯ        

          ๒. ประเด็นที่เป็นหัวข้อทางวัฒนธรรม
          ศึกษาความเป็นมาของวัฒนธรรม เริ่มต้นจาก สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีอิทธิพลต่อการคิด (คิดจินตนาการ คิดอย่างมีเหตุผล คิดสร้างสรรค์) นำไปสู่การประดิษฐ์ สร้างสรรค์ (ทั้งรูปธรรมและนามธรรม) นำไปใช้ และเลือกในสิ่งที่ให้ประโยชน์ไว้ปฏิบัติต่อและส่งทอดให้กับคนรุ่นต่อไป
          ตัวอย่าง ลายผ้า เกิดขึ้นมาได้อย่างไร สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างไร วิธีการคิดประดิษฐ์ทำอย่างไร มีคุณค่าอะไรบ้าง เพราะเหตุใดจึงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน เพราะเหตุใดผ้าลายนี้จึงนับว่าเป็นวัฒนธรรม

          ๓. ประเด็นพื้นฐานในการพัฒนาเป็นสังคม
          หัวข้อที่พิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ต่อไปนี้
๑.การตั้งถิ่นฐาน
๒.ภูมิปัญญาและทักษะ
๓.วิธีการดำรงชีวิตด้านต่าง ๆ ในอดีต
๔.โครงสร้างการจัดระเบียบสังคม การปกครอง
๕.การพัฒนาเป็นหมู่บ้าน ตำบล เมือง จังหวัด ประเทศ
       ๖. เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้าง
๗.การค้าและกาคิดต่อกับชุมชนอื่น
๘.ศิลปะและเทคนิควิธีในการสร้างงานศิลปะ
๙.ภาษาและการสื่อสาร ทั้งการพูด เขียน ท่าทาง อุปกรณ์
                    ๑๐.วิธีการทางคณิตศาสตร์ เรขาคณิต ดาราศาสตร์ ธรณีวิทยา วิทยาศาสตร์

7 ตุลาคม 2557

สัมมนาสังคมศึกษา

สัมมนาสังคมศึกษา

สมประสงค์ น่วมบุญลือ
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับด้านสังคมศึกษา โดยใช้ภูมิหลังของสาขาสังคมศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นแนวทาง 

ความหมายของสัมมนา

          สัมมนา ในความหมายภาษาไทยมาจากภาษาบาลีว่า สํ = ร่วม กับคำว่า มน = ใจ สัมมนาจึงมีความหมายว่าร่วมใจ ร่วมคิด เพื่อไปสู่จุดประสงค์เดียวกัน ดังนั้น ทุกคนจึงจ้องมีจิตที่จะร่วมในการแบ่งปันความรู้ มุมมองเพื่อขยายแวดวงความคิดให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น การสัมมนาที่สมาชิกไม่ได้ร่วมใจในการแสดงความคิดร่วมจิตร่วมใจจึงมิอาขจเป็นสัมมนาได้ การสัมมนาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้ร่วมใจให้ความคิดและมุมมองตั้งแต่ คนขึ้นไป การสัมมนาโดยบุคคลคนเดียวไม่สามารถเกิดขึ้นได้
          สัมมนา จากความหมายภาษาอังกฤษ seminar คำนี้เกิดขึ้นในคริสตศตวรรษที่ ๑๔ ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งมาจากภาษาละตินว่า seminalis จากคำ semin- ซึ่งเป็นรากของคำ seed เมล็ด เป็นที่มาของภาษาอังกฤษว่า  seminary และ disseminate ในภาษาละตินว่า seminare เป็นกริยา และseminarium เป็นนามมีความหมายว่า seed plot, breeding ground, คือการเตรียมแปลงสำหรับเพาะปลูก
          ในความหมายในทางวิชาการโดยทั่วไป หมายถึง
1.  การประชุมในหัวข้อเฉพาะ ในช่วงสั้นหรือช่วงเดียว มักเป็นการประชุมเพียงวันเดียวที่มุ่มเวลาให้กับการนำเสนอและอภิปรายในหัวข้อเฉพาะ มักใช้ในระดับสูง หรือระดับวิชาชีพ
2.  ชั้นเรียนทางการศึกษาเฉพาะทาง เช่น รายวิชาเฉพาะทางทั้งในระดับปริญญาตรีหรือปริญญสโทภายใต้การนิเทศของคณะวิชาในเรื่องเกี่ยวกับ ความคิด วิธีการเลียบเคียงเข้าไปสู่เป้าหมาย และความคืบหน้าที่จะแบ่งปันความรู้ร่วมกันในหมู่สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม
3.  การประชุมของนักศึกษาและผู้นิเทศก์ทางวิชาการ เป็นการประชุมของนักศึกษาในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาหรืออภิปรายกับผู้นิเทศก์ทางวิชาการ หรือกลุ่มซึ่งมีส่วนร่วมในการประชุม
          การสัมมนาเป็นการสร้างความคิดใหม่ และให้อิทธิพลทางความคิด สร้างประจุความสามารถในการพัฒนาความคิดซึ่งก่อรูปแบบที่เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาต่อไป
          สัมมนาประกอบด้วยสมาชิกนักศึกษากลุ่มเล็ก ที่มาพบกับอาจารย์เพื่อการวิจัยค้นคว้าหรืออภิปรายหัวข้อเฉพาะในสาขาประวัติศาสตร์ วรรณดคี หรือสาขาวิชาการอื่น   สัมมนาเป็นเรื่องปกติในการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป สมาชิกในการสัมมนาต้องมีการเตรียมตัวศึกษาค้นคว้า และวิเคราะห์งานมาในระดับหนึ่ง

วัตถุประสงค์ของการสัมมนา

          การสัมมนาสังคมศึกษา เป็นการเตรียมตัวเพื่อสร้างความพร้อมในวิชาชีพครูสังคมศึกษา ซึ่งประกอบด้วย
          . การทบทวนความรู้ที่ได้ศึกษามาทั้งหมดว่า มีสิ่งใดที่ยังขาดตกบกพร่อง เมื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนนักเรียนแล้ว ยังไม่มีความมั่นใจ
          . สำรวจแหล่งความรู้เพื่อการซ่อมเสริมเติมเต็มนั้น คือการแสวงหาแหล่งความรู้ที่จะต้องนำมาใช้นั้น จะต้องรู้ประเด็นที่ต้องการ แหล่งความรู้ที่ตรงประเด็น วิธีการเข้าไปถึงแหล่งความรู้ และมีวิธีการนำความรู้นั้นมาใช้
          . เพิ่มพูนประสบการณ์ในการนำเสนอ ทั้งในด้านสาระเนื้อหา วิธีการ มุมมองการสนับสนุนหรือแย้งด้วยหลักเหตุผล และหลักฐานประจักษ์
          . ถ้าเป็นไปได้ควรศึกษาจากที่เป็นหลักฐานเชิงทฤษฎีและสภาพการณ์ที่เป็นจริงแล้วนำมาสัมมนา จะเป็นการเพิ่มวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้น (เป็นการศึกษาในแนวอุปนัยวิทยาศาสตร์)

วิธีการสัมมนา

          ประเด็นสำคัญของการสัมมนา คือ สมาชิกสัมมนาจะต้องเสนอข้อมูลที่ตนเองได้ศึกษามาพร้อมความคิดเห็นในมุมมองที่ตนเองได้วิเคราะห์มา และถือว่าเป็นมุมมองหนึ่ง แต่ละมุมมองจะช่วยให้เกิดมุมมองได้หลายแง่มุม การสัมมนาไม่ได้มุ่งหวังว่าจะได้คำตอบที่ถูกหรือผิด แต่ต้องการมุมมองที่หลากหลาย ผลของสัมมนาไม่เน้นที่การนำไปใช้ แต่นำไปเป็นองค์ประกอบในการคิดเพื่อพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป สมาชิกที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นจึงถือได้ว่าไม่มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลและความคิด เป็นการรับแต่ฝ่ายเดียว การสัมมนาที่ดี คือสมาชิกทุกคนต้องเสนอข้อมูลและความคิดเห็นต่อที่ประชุม

การศึกษาข้อมูลเพื่อการสัมมนา

          . ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จากการเข้าไปสัมผัสกับข้อมูลโดยตรง เป็นระบบ และเป็นไปตามหลักของเหตุและผล การเข้าไปสัมผัสข้อมูลโดยตรง เรียกว่า การสังเกต จากตาหู จมูก ลิ้น กาย และต้องสังเกตในสภาพที่เป็นปกติ ตรงตามสภาพเป็นข้อเท็จจริงที่สุด ปราศจากอคติ พร้อมทั้งภาวะเงื่อนไขอัตนัย (คือ ภาวะที่แต่ละคนสังเกตแล้วผลอาจต่างกัน เช่น ความสมบูรณ์ของอวัยวะที่สังเกต สติปัญญา ความรู้ ประสบการณ์ ความเป็นกลาง ) และเข้าใจภาวะเงื่อนไขปรนัย (คือสิ่งที่ทุกคนสังเกตแล้วจะแปลความตรงกัน ซึ่งได้แก่ ปรากฎการณ์ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ได้จัดไว้ดีแล้ว ปรากฎการณ์ธรรมชาติหลายอย่างที่เราไม่สามารถเข้าใจได้) ดังนั้น การจะเข้าไปศึกษาข้อมูลปฐมภูมิจึงต้องมีการเตรียมการ เช่น ศึกษาข้อมูลพื้นฐานมาก่อน  เตรียมอุปกรณ์เพื่อช่วยบันทึกในการสังเกต การแบ่งหน้าที่เพื่อช่วยการสังเกตได้หลายแง่มุม การติดตามกำกับงานให้เป็นไปตามแผน การบรรณาธิกรณ์ การเตรียมนำเสนอ
          . ข้อมูลขั้นทุติยภูมิ คือข้อมูลที่มีผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว เมื่อนำมาประกอบการสัมมนาต้องมีการประเมินเบื้องต้น คือ สาระตรงประเด็นหรือไม่ ความทันสมัยของผลงาน ความน่าเชื่อถือของผู้นำเสนอผลงาน ความเป็นเหตุเป็นผลที่ปรากฏในผลงาน

บทบาทของสมาชิกในการสัมมนา

          สมาชิกทุกคนจะต้องร่วมกันสำรวจสิ่งที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม วางแผนกิจกรรมการสัมมนาตลอดภาคเรียน และต้องมีการพบปะกันเป็นประจำเพื่อการกำกับติดตามผลและปรับปรุงแก้ไข สมาชิกต้องเปลี่ยนเวียนกันเรียนรู้บทบาทในการทำหน้าที่ เรียนรู้การเป็นผู้นำผู้ตาม บทบาทที่เป็นหลัก คือ
          ประธานสัมมนา ทำหน้าที่ควบคุมการดำเนินการสัมมนา กระตุ้นให้สมาชิกแต่ละคนเสนอความคิด ควบคุมการนำเสนอให้ตรงประเด็น กระจายโอกาสการนำเสนอของสมาชิก จับประเด็นที่สมาชิกนำเสนอ สรุปประเด็น
          รองประธานสัมมนา (ถ้ามี) ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานการสัมมนา
          เลขานุการ ทำหน้าที่ประสานงานสมาชิกภายในกลุ่มในการแบ่งภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสัมมนา จดบันทึกรายงานประเด็นสาระของการประชุม จัดพิมพ์รายงานการประชุมให้สมาชิกอ่านก่อนการสัมมนาครั้งต่อไป
          ผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) ทำหน้าที่ช่วยเลขานุการ
          สมาชิกสัมมนา ศึกษาค้นคว้าประเด็นสาระ วิเคราะห์เบื้องต้นที่จะสัมมนา (ปกติจะเขียนใส่กระดาษการ์ดที่ใช้บันทึกประเด็น ขนาด นิ้ว X นิ้ว) นำเสนอความคิดด้วยหลักฐานประจักษ์และ/หรือมีเหตุผล การนำเสนอต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ การจะนำเสนอต้องยกมือขออนุญาต เมื่อประธานอนุญาตจึงนำเสนอ และต้องแบ่งปันเวลาให้สมาชิกผู้อื่นได้นำเสนอความคิด ไม่ผูกขาดแต่ผู้เดียว                                                                                                                                                 
          อาจารย์ที่ปรึกษา แนะนำรูปแบบ วิธีการสัมมนา เสริมประเด็นทางลึกที่นักศึกษายังศึกษาลึกลงไปไม่ถึง ตั้งประเด็นปัญหาที่นักศึกษามองข้ามไป

การจดรายงานการสัมมนา

รายงานสัมมนาสังคมศึกษา ครั้งที่ ..
เรื่อง ………………………………………
ห้อง……………………………………….
วันที่ เดือน…………………..………..

รายชื่อผู้เช้าประชุม

………………………………………                                            ประธานการสัมมนา
………………………………………
. ………………………………………
. ………………………………………
  ………………………………………                                           เลขานุการ
ผู้ไม่มาประชุม
. ………………………………………
อาจารย์ที่ปรึกษา
. ………………………………………
. ………………………………………
  ………………………………………
เอกสารประกอบการประชุม ประกอบด้วย (ถ้ามี)
………………………………………
เริ่มประชุม เวลา………… .
วาระที่ รับรองรายงานประชุม

วาระที่   ………………………………………

วาระที่   ………………………………………

วาระที่   ………………………………………

 วาระที่ ประเมินผลการสัมมนา
          ด้านความรู้  ………………………………………
          ด้านบรรยากาศ ………………………………………
          ข้อเสนอแนะ  ………………………………………
                                                          สิ้นสุดการประชุม เวลา…………………. .

                                                          (……………………………………………………..)
                                                                   ผู้จดรายงานการประชุม


          รูปแบบการบันทึกสิ่งที่ได้ค้นคว้าเพื่อนำมาใช้ประกอบการสัมมนา
ชื่อหนังสือ
ผู้แต่ง…………………………………….. สำนักพิมพ์……………………เมืองที่พิมพ์…………………..ปี…………..
ชื่อเรื่อง……………………………………………………….
ประเด็นสาระ………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….