28 มิถุนายน 2552

การทำนาย (แบบนิรนัย)




การทำนาย (predicables)

  ในการศึกษา เราสอนให้ผู้เรียนคิด โดยเฉพาะการคิดโดยใช้วิจารณญาณ การคิดโดยใช้วิจารณญาณอยู่บนพื้นฐานของการโยงความสัมพันธ์ของเหตุผล และการใช้เหตุผลนี้เป็นวิธีการหนึ่งไปใช้ในการพิสูจน์ โดยเฉพาะวิธีการนิรนัย ซึ่งเอาหลักการ กฎ ทฤษฎีเป็นตัวตั้งแล้วเอาสิ่งที่ต้องการพิสูจน์ไปเทียบ โยงความสัมพันธ์ ดูความสอดคล้อง และสรุปว่าเป็นจริงหรือเท็จ เช่น

นายอ้วนเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น
คนชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี
ดังนั้น นายอ้วนเป็นคนดี

นั่นคือ เรารับรู้มาก่อนว่า โดยทั่วไปคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี เราเห็นนายอ้วนซึ่งเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น เราจึงนำไปเทียบกับ สิ่งที่เรารับรู้ คือ คนชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี เมื่อเทียบแล้วมีความสอดคล้องกัน เราก็สรุปได้ว่า นายอ้วนเป็นคนดี จริง

ในการเทียบความสอดคล้องนี้ เพื่อการทำนาย ในการทำนาย (ด้วยวิธีการนิรนัย) เราต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับการโยงส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ได้อย่างมีลำดับ ส่วนย่อยเราจะเรียกว่าลักษณะเฉพาะ หรือลักษณะปัจเจก และเรียกส่วนใหญ่หรือลักษณะที่ครอบคลุมลักษณะร่วมของหลายสิ่งไว้ด้วยกัน

ว่าลักษณะสากล ถ้าเราโยงความสัมพันธ์ของปัจเจกกับสากลได้ เราก็สามารถทำนายได้

 ดังนั้น จากพิจารณาความสัมพันธ์ของสากลกับปัจเจกทำให้เราสามารถทำนายสิ่งที่เราต้องการพิสูจน์และหาคำตอบได้ โดยดูจากลำดับความสัมพันธ์ ของสิ่งที่เป็นสากลลงมาสู่ปัจเจก หรือจากปัจเจกไปสู่สากล

 การทำนาย หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งซึ่งโยงจากสิ่งที่เป็นรวมไปหาส่วนย่อย หรือจากความเป็นสากล (universal) ไปหาความเป็นปัจเจก (particular) ลักษณะของความสัมพันธ์ ดูจากคำทำนายซึ่งแบ่งออกได้ตามลำดับ ดังนี้

  คำทำนายคงตัว คือคำทำนายที่พิจารณาจากคุณลักษณะร่วมจากสากลสู่ปัจเจกหรือปัจเจกสู่สากลไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่บอกลักษณะที่เป็นส่วนย่อยในส่วนใหญ่ตามลำดับ ในทางตรรกวิทยาจะแบ่งออกเป็น ๓ ลำดับขั้นดังนี้ คือ

๑. ประเภท (genus) ใช้ในการบอกความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นสากล สัมพันธ์ได้ในวงกว้าง โยงเป็นแก่นสารได้ เพราะเราสามารถตอบคำถามว่าเป็นอะไรได้จากคำทำนายประเภท คำว่าสัตว์ เมื่อเราพูดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เราเข้าใจ ได้ทันทีว่า มนุษย์มีลักษณะที่แท้เป็นอะไร เช่นเดียวกับเราพูดว่า ปลาเป็นสัตว์ นกเป็นสัตว์ ช้างเป็นสัตว์ เช่นเดียวกันกับ ภูเขา แม่น้ำ จริยธรรม 

(ดูภาพประกอบแรก "สากล-ปัจเจก")

 ๒. ชนิด (Species) เป็นคำที่แสดงถึงส่วนย่อยที่โยงมาจากสิ่งอื่น เป็นคำที่แยกออกมาจากคำหลัก ที่มันเกี่ยวข้องอยู่

มีความหมายแคบกว่า เฉพาะกว่า เช่น ชาวเหนือเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่มี ลักษณะเฉพาะ แต่ก็มีความเป็นสากลอยู่ เพราะกล่าวถึงได้

ในวงกว้างอยู่ขนาดหนึ่ง แต่มีจำนวนน้อยกว่าคำทำนายประเภท เป็นแยกความแตกต่างออกมาในระดับหนึ่ง เช่น ประเภทปลา

ก็แยกเป็นชนิดปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็ม 

  ๓. ความแตกต่างเฉพาะ (Specific Difference) คือการกำหนดลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งแยกสิ่งหนึ่ง ออกจากสิ่งอื่นได้ชัดเจนในสิ่งที่เป็นชนิดเดียวกัน เช่น ปลาน้ำจืด ก็ยังแยกลักษณะแตกต่างเฉพาะเป็น ปลามีเกล็ด ปลาไม่มีเกล็ด

 ดูตัวอย่างความสัมพันธ์ของคำทำนายคงตัวตามลำดับ ดังนี้ (ดูภาพประกอบที่สอง "คนไทย")

 ข้อสังเกต คือ ความสัมพันธ์ของคำทำนายคงตัวนี้จะมีเพียง ๓ ระดับเท่านั้น ซึ่งต่างจากการจำแนกประเภทในทางชีววิทยา ซึ่งแตกแยกย่อยมากมาย แม้จะมีความคิดรวบยอดเดียวกัน ทั้งนี้การนำไปใช้แตกต่างกัน คำทำนายคงตัว จะนำไปใช้ในการพิจารณา การอ้างพิสูจน์แบบนิรนัยซึ่งจะพิจารณาความสัมพันธ์เพียง ๓ ระดับ
  คำทำนายไม่คงตัว พิจารณาจากนคุณลักษณะที่มีอยู่เฉพาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญยังคงอยู่ แต่มีลักษณะบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป ยังบอกได้ว่าสิ่งนั้นมีคุณสมบัติเป็นอะไรอยู่ แต่รูปลักษณ์อาจเปลี่ยนไป ซึ่งแบ่งออกได้เป็น
  ๑. สภาวลักษณะ (Property) หมายถึงคุณลักษณะพิเศษที่มีอยู่เพื่อประโยชน์และความเหมาะสม แห่งวัตถุสิ่งนั้น เช่น น้ำ อาจเปลี่ยนแปลงอยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว และไอน้ำ ได้
  ๒. อุบัติลักษณะ (Accident) คือลักษณะที่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีใครทราบล่วงหน้า หรือคาดหวังมาก่อน เป็นคุณลักษณะ ซึ่งอาจปรากฏขึ้นหรือหายไปโดยไม่ทำลายคุณลักษณะของชนิด เช่น คนมีนิ้วมือ ๖ นิ้ว คนที่ไม่มีรูขน

23 มิถุนายน 2552

การพิสูจน์ในหลักแห่งเหตุผล

การพิสูจน์ (proof) คือ กระบวนการแสดงใช้หลักฐานมายืนยันสิ่งหนึ่งเพื่อที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ ในการพิสูจน์ความจริง ในทางตรรกศาสตร์ มี ๒ วิธี คือ 

  ๑. วิธีนิรนัย (deduction) คือการพิสูจน์ โดยการนำความจริงที่ยอมรับกันแล้วมาใช้เป็นหลัก แล้วนำสิ่ง ที่ต้องการพิสูจน์มาเทียบ ถ้าสอดคล้องกันก็เป็นจริง ถ้าไม่สอดคล้องกันก็เป็นเท็จ ตัวอย่าง เช่น

  ผู้ให้กำเนิดศาสนาเป็นศาสดา (ข้อความเป็นจริงที่ยอมรับกันแล้ว)
  พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดศาสนา (ข้อความที่ต้องการพิสูจน์ นำมาเทียบ)
  เราดูความสอดคล้อง พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดศาสนา และ ผู้ให้กำเนิดศาสนาเป็นศาสดา  

  ดังนั้น พระพุทธเจ้าเป็นศาสดา (สอดคล้องกัน เป็นจริง)

เหตุที่เป็นจริงเนื่องจากเรายอมรับข้อความ "ผู้ให้กำเนิดศาสนาเป็นศาสดา" จริง ดังนั้น ข้อความใดที่สอดคล้องกับเป็น "ผู้ให้กำเนิดศาสนา" ก็จะต้องเป็นศาสดา

การพิสูจน์นี้อาจมองจากปัจเจก (เฉพาะ) ไปหาสากล หรือ สากลไปหาปัจเจกก็ได้ เช่น

จากปัจเจกไปหาสากล

กระจอกเป็นสัตว์บินได้

สัตว์บินได้เป็นนก

ดังนั้น กระจอกเป็นนก 

จากสากลไปหาปัจเจก

สัตว์บินได้เป็นนก

กระจอกเป็นสัตว์บินได้

ดังนั้น กระจอกเป็นนก

  ๒. วิธีอุปนัย (induction) คือการพิสูจน์ โดยการนำสิ่งที่ได้จากการสัมผัสหรือสังเกตในหลาย ๆ สิ่ง ที่เหมือนกัน แล้วนำมาสรุปเป็นหลัก ผลที่ได้เป็นแนวโน้มที่จะเป็นจริงหรือเท็จ ตัวอย่าง เช่น

  น้ำทะเลที่จังหวัดตราด มีรสเค็ม
  น้ำทะเลที่จังหวัดชลบุรี มีรสเค็ม
  น้ำทะเลที่จังหวัดเพชรบุรี มีรสเค็ม
  น้ำทะเลที่จังหวัดชุมพร มีรสเค็ม
  น้ำทะเลที่จังหวัดสงขลา มีรสเค็ม

  สรุปได้ว่า น้ำทะเลในอ่าวไทยมีแนวโน้มที่จะมีรสเค็ม

เรายังไม่สรุปได้ว่าน้ำทะเลมีรสเค็มจริง เนื่องจากเรายังไม่ได้ชิมน้ำทะเลทุกแห่ง เราจึงยังสรุปไม่ได้ว่าน้ำทะเลเค็มเป็นจริงทั้งหมด

  การอ้างเหตุผลเป็นศาสตร์หนึ่งเรียกว่าตรรกวิทยาหรือตรรกศาสตร์ เป็น การศึกษาหลักการทั่วไป เกี่ยวกับความคิดพิจารณา ตรึกตรองเพื่อหาความจริงที่เที่ยงเชื่อถือได้ (valid)
  เหตุผลเป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการคิด และการคิดนั้นจะแสดงออกให้ผู้อื่นทราบได้โดยการใช้ภาษา ภาษาที่แสดงความ เป็นเหตุเป็นผล ต้องมีกระบวนการแสดงหลักฐานยืนยันสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อการยอมรับหรือปฏิเสธ การแสดงหลักฐานยืนยันนี้ เรียกว่า การพิสูจน์ ซึ่งในทางตรรกศาสตร์มี ๒ วิธี คือ วิธีนิรนัย และวิธีอุปนัย

22 มิถุนายน 2552

ความหมายของคำและประโยคในหลักแห่งเหตุผล

คำ (word) คือ สัญลักษณ์ที่แสดงความคิดรวบยอด จินตลักษณ์ หรือ ความคิด เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ ในความหมายที่ตรงกัน สัญลักษณ์ดังกล่าว ปกติจะแสดงออกทางวาจาหรือการเขียนที่เราสื่อสารกับผู้อื่นได้ โดยคำเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกของความคิดและการอ้างเหตุผลเท่านั้น แต่ยัง แสดงถึงอารมณ์ คำถาม ความปรารถนา คำสั่ง ฯลฯ คำที่ใช้ในการแสดงเหตุผล ต้องเป็นคำที่แสดงความหมายเดียว (หรือต้องตกลงกันว่าจะใช้ในความหมายใด ซึ่งเราเรียกว่า นิยามศัพท์) คำแบ่งออกเป็นประเภทย่อย คือ
๑. คำมีความหมายเดียว (univocal words) คือ คำพื้นฐานที่ทุกคน แปลความหมายตรงกัน เช่น ป่า ภูเขา แม่น้ำ ช้าง ข้าว เป็น คำประเภทเดียว ที่ใช้เป็นประธานหรือส่วนขยายในญัตติหรือประโยคตรรกะได้
๒. คำที่มีมากกว่าหนึ่งความหมาย (equivocal words) คือ คำที่เมื่อ อยู่โดด ๆ แล้วสามารถแปลความหมายได้มากกว่า ๑ ความหมาย แม้ในบางบริบท ก็อาจแปลความได้มากกว่า ๑ ความหมาย เช่น ขัน หมายถึง 
ก) ภาชนะสำหรับตักน้ำ  
ข) อาการ ร้องอย่างหนึ่งของไก่ 
ฃ) อาการหัวเราะแบบหนึ่งของคน  
ง) อาการกวดบิดเชือกที่ผูกสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แน่น 
คำเหล่านี้ใช้เป็นประธานหรือส่วนขยายของประโยคตรรกะ หรือญัตติได้ก็ต่อเมื่อมีการกำหนดหรือนิยามความหมายที่แน่นอนเอาไว้ คือ ต้องจำกัดให้เหลือเพียงความหมายเดียว
๓. คำที่มีความหมายคล้ายกัน (analogous words) คือ คำที่อาจ นำมาใช้แทนกันได้ โดยความหมายไม่เปลี่ยนหรือ มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น หัวหน้า ผู้นำ ประธาน หรือ กิน รับประทาน เสวย หรือ มโน จิต วิญญาณ
แต่คำที่ใช้ในการอ้างเหตุผลหรือการพิสูจน์ต้องเป็นคำที่มีความหมายเดียว ในทางตรรกวิทยาเรียกว่า เทอม (term) แต่เทอมมีลักษณะที่กว้างกว่าคำ กล่าวคือ เทอม หมายถึง คำหรือกลุ่มคำที่มีความหมายเดียว ใช้ทำหน้าที่เป็นประธานหรือส่วนขยายของประโยคตรรกะ(ญัตติ)ได้ นั่นคือ เทอมอาจ เป็นคำหรือกลุ่มของคำก็ได้ แต่ต้องมีความหมายเดียว หรือกำหนดให้มีความหมาย ในส่วนที่นำมาใช้เพียงความหมายเดียว

คำหลายคำประกอบกันเป็นวลี หรือเป็นประโยค

ประโยค คือ กลุ่มของคำซึ่งสร้างรูปแบบความคิดอันสมบูรณ์ประกอบด้วยประธานและส่วนขยาย ประโยคมีหลายรูปแบบ ในการอ้างเหตุผลจะใช้ประโยคบอกเล่า (Affirmative Sentence) เท่านั้น เนื่องจากแสดงให้เห็นการยอมรับหรือปฏิเสธ ในการพิสูจน์ความจริงได้
การยืนยันหรือปฏิเสธ การอ้างเหตุผลเป็นวิธีการแสดงออกทางความคิด ที่จะยืนยันหรือปฏิเสธ การยืนยัน หมายถึง การนำ ความคิดรวบยอด ๒ ความคิด หรือ ๒ จินตลักษณ์ มาเปรียบเทียบกัน ถ้าสอดคล้องกันก็เป็นการยืนยัน ถ้าไม่สอดคล้องกัน หรือขัดกันก็เป็นการปฏิเสธ
เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ กระบวนการคิดและการยืนยันในการอ้างเหตุผล การศึกษาการแผนผังประกอบ จะช่วยให้การทำความเข้าใจง่ายขึ้น (ดูแผนภาพ จิตกับพุทธิพิสัย)

จิตกับพุทธิพิสัย


จิตกับพุทธิพิสัย หรือ จิตกับการจำได้หมายรู้

การใช้เหตุผลเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิด สิ่งที่เราควรทราบเบื้องต้น คือ มนุษย์คิดด้วยอะไร ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวว่า มนุษย์คิดได้ด้วยจิต

จิต คืออะไร

จิต ในภาษาบาลีใช้ จิตต์ มีความหมายว่า สั่งสม ดังนั้น จิตเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งสามารถรู้ได้ สั่งสมได้ เราสั่งสมสิ่งที่เรารับรู้และเลือกรับรู้มาตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน เราจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ เราจำบุคคลที่เรามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการสะสมของจิต สิ่งที่จิตสั่งสมเอาไว้ เราเรียกว่าความจำ

จิตมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
จิตมีคุณสมบัติอย่างไร จิตมีคุณสมบัติ ๔ ประการ คือ 
เอกจรํ (เอก = หนึ่ง จรํ = จร = ไป) แปลว่า ดวงเดียวเที่ยวไป มีความหมายว่า จิตทำงานได้ทีละหนึ่งอย่าง แต่มีความรวดเร็วมากเรียกว่าปรีชาญาณ 
ทูรงฺคมํ (ทูรงฺค = โทร =ไกล คมํ = คม = ไป) ไปได้ไกล สามารถส่งกระแสจิตและรับรู้จากแหล่งไกล ๆ ได้
อสรีรํ (อ = ไม่ สรีรํ = สรีระ = ตัวตน) ไม่มีตัวตน

คุหาสยํ ( คุหา = ถ้ำ โพรง อาสยํ = อาสัย) อาศัยอยู่ในถ้ำ หรือในโพรง คือร่างกาย

หน้าที่ของจิต จิตทำหน้าที่ ๔ ประการ คือ 

รับรู้ (เวทนา - percieve) คือ ความรู้สึกที่เกิดจากการสัมผัสของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
จำได้หมายรู้ (สัญญา - memory, mnemonic) คือ การจำและระลึกรู้สิ่งที่ผ่านมาในอดีตได้
คิด (สังขาร - voliation, thinking) คือการปรุงแต่งของจิตในสิ่งที่ได้สัมผัส เช่น เห็นพวงมาลัยดอกมะลิก็เกิดความคิดปรุงแต่งว่า จะนำเอาไปไหว้พระ

กระจ่างอารมณ์ (วิญญาณ-consciousness) คือ ความรู้แจ้งในสิ่งที่ได้ รับรู้ จำได้ คิดได้ รู้ทั่วในสิ่งนั้น เช่น มีความกระจ่างอารมณ์ในแก้วน้ำ คือ กระจ่างในความคิดว่าแก้วนำทำมาจากอะไร ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ทำให้ความสะอาดโดยวิธีใด เมื่อกระทบสิ่งใดบ้างจะแตก เมื่อแตกแล้วเศษของมันจะเป็นอันตรายอย่างไร หรืออื่น ๆ ที่เป็นองค์รวมของแก้วทั้งหมด

การจำได้หมายรู้ของจิตอยู่ในรูปความคิดรวบยอด (concept) หรือ จินตลักษณ์ (image) เมื่อต้องการสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ จะแสดงออกในรูปสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วไป คือ ภาษา ซึ่งมีทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง และภาษาเครื่องมือ เช่น ภาษาสัญลักษณ์ สัญญาณธง สัญญาณไฟ

ความคิดรวบยอด จินตลักษณ์

ความคิดรวบยอด(concept) คือ การรวบยอด (abstraction) ของความคิด หรือ ความคิดที่แจ้งอารมณ์ ในคุณสมบัติเฉพาะ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสามารถแยกสิ่งนั้นออกจากสิ่งอื่นได้ ความคิดที่แจ้งอารมณ์หนึ่งอย่างเป็นความคิดรวบยอดหนึ่ง ในความหมายว่าความคิดนั้นไม่ได้อ้างถึงสิ่งเฉพาะหรือเหตุการณ์เฉพาะ แต่ค่อนข้างเป็นการรวมคุณลักษณะร่วมทั้งหมดเป็นรูปธรรมจากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาจากตัวอย่าง

จินตลักษณ์ (image) หรือ จินตภาพ หรือภาพนึก คือการรู้ระลึกถึงลักษณะ หรือภาพในความคิดได้เช่น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พระปฐมเจดีย์ พระมหาธีรราชเจ้า พระแก้วมรกต

วิธีการแสดงออกทางความคิด  
ความคิด เป็นการทำงานของจิต (สมอง?) ที่อยู่ภายใน เหตุที่มนุษย์ต้องคิดเนื่องจากสภาวะสิ่งแวดล้อมบังคับให้เราต้องมีการเลือกอยู่ตลอดเวลา นอกจากการคิดแล้วยังมีการตัดสินใจ กระบวนการตัดสินใจเป็นกระบวนการคิดรูปหนึ่ง การตัดสินใจอาจมาจากหลายเหตุ เช่น ความพอใจ ความกลัว แต่กระบวนการตัดสินใจทางตรรกเป็นการคิดที่มีเหตุและผล ความคิดจะมีผลต่อเมื่อมีความเที่ยง (validity) ขณะที่คนหนึ่งกำลังคิดอยู่ ผู้อื่นจะไม่ทราบว่าคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ วิธีการแสดงออกทางความคิดแสดงออกมาให้ผู้อื่นรู้ได้ โดยการแสดงออกมาเป็นสัญลักษณ์โดยเฉพาะการออกในรูปภาษา ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทางและภาษาเครื่องมือ ภาษาที่แสดงออกมาตามปกติจะเป็นภาษาพูดกับภาษาเขียน ซึ่งแสดงออกมาเป็น คำ วลี และประโยค
คำ (words) คือ สัญลักษณ์ที่แสดงความคิดรวบยอด จินตลักษณ์ หรือ ความคิด เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ ในความหมายที่ตรงกัน


21 มิถุนายน 2552

ตรรกวิทยากับปรัชญา


ความสัมพันธ์ระหว่างตรรกวิทยากับปรัชญา

ตรรกวิทยาเป็นทั้งแหล่งที่ของความรู้และเป็นวิธีการแสวงหาความรู้อยู่ในขอบเขตของญาณวิทยา ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ปรัชญา คือ ความรู้เกี่ยวกับการแสวงหาความจริงแท้ของจักรวาลอย่างมีจุดหมายและเป็นระบบ ปรัชญาประกอบไปด้วย ๓ สาขาหลัก คือ อภิปรัชญา ญาณวิทยา และคุณวิทยา 

อภิปรัชญาตอบคำถามว่า อะไรคือความจริงแท้ของสรรพสิ่ง ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 
จักรวาลวิทยา (Cosmology) ซึ่งตอบคำถามว่าลักษณะของสรรพสิ่งที่แท้จริงเป็นอย่างไร 
ภววิทยา (Ontology) ซึ่งตอบคำถามว่าภาวะทีแท้จริงของสรรพสิ่งเป็นอย่างไร

ญาณวิทยา ตอบคำถามว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นจริงแท้ แหล่งที่มาของความรู้คืออะไร

คุณวิทยาตอบคำถามว่า สิ่งนั้นมีคุณค่าอะไร รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านั้นมีคุณค่า แบ่งเป็น ๒ สาขาย่อย คือ 
จริยศาสตร์ ว่าด้วยคุณค่าของความประพฤติ หรือมาตรฐานการวัดความประพฤติ

สุนทรียศาสตร์ ว่าด้วยคุณค่าของความงาม หรือคุณค่าที่สะเทือนต่อารมณ์ความรู้สึก

ขอบข่ายของปรัชญา
ปรัชญา คือ ความพยายามของมนุษย์ในการทำความเข้าใจความจริงแท้ของจักรวาล โลก และมนุษย์

ญาณวิทยา ภาษาอังกฤษ คือ Epistemology มาจากภาษากรีกว่า episteme หมายถึงความรู้ “knowledge” กับ logos มีความหมายว่า ทฤษฎี “theory” รวมความแล้วหมายถึงสาขาของปรัชญาที่ว่าด้วยการแนะนำปัญหาทางปรัชญา ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีความรู้ ญาณวิทยาเกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขต ความรู้และความคิดรวบยอดที่เกี่ยวข้องแหล่งที่มา และเกณฑ์ในการตัดสินความรู้ ประเภทของความรู้ที่เป็นไปได้ ระดับของความรู้แต่ขั้นและความสัมพันธ์สิ่งที่คนหนึ่งรู้กับสิ่งที่ได้รู้

ญาณวิทยา (Episthemology) คือ ความรู้ในวิธีการแสวงหาความรู้ (ญาณ=รู้ วิทยา=ความรู้) บางทีเรียกว่า ทฤษฎีความรู้ (Theory of knowledge) เป็นความรู้ในการแสวงหาความรู้ หรือ ความจริงของโลกและชีวิต ญาณวิทยา ได้กล่าวถึงแหล่งที่มาของความรู้ไว้ ๕ แหล่ง คือ

๑. เทวโองการ หรือเทวปกาสิต หรือเทพสังหรณ์ หรือเทวบัญชาเป็นความรู้ที่ได้รับจากเทพ (Divine knowledge) หรือ เทวดาบอก ผู้รับความรู้ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้นมาก่อน แต่มีสื่อกลางหรือเครื่องมือในการรับรู้จากการสื่อจากเทพ เทวดาหรือผีได้ เช่น การเห็น ได้ยิน เช่น โมเสส ได้รับบัญญัติ ๑๐ ประการจากพระเจ้า เพื่อเป็นหลักความประพฤติในสังคมชาวยิว

๒. ปราชญ์ (Authoritative knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ (Authority) เช่น นักศึกษาได้รับความรู้จากอาจารย์ นักวิชาการ แนะนำหรือสาธิตเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้รู้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร แต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ความรู้ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะจนสามารถให้ความกระจ่างได้

๓. ผัสสะ (Empirical knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากการสัมผัส โดยการใช้ประสาท ตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเสียง ดมกลิ่น ชิมรส จับ ลูบ คลำ เป็นความรู้ได้ได้มาจากภายนอกกาย

๔. หยั่งรู้ (Intuition knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากการผุดรู้ขึ้นมาเอง ความรู้ประเภทนี้ เกิดจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาแล้ว แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ มีความรู้ เป็นพื้นฐาน อยู่ระดับหนึ่ง จากการรู้ จำ คิด จินตนาการ เมื่อภาวะจิตสงบ โปร่ง เกิดมีคำตอบสว่างแวบผุดขึ้นมาในจิตเป็นคำตอบ เช่น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิต

๕. การใช้เหตุผล (Reasoning Knowledge) หรือตรรก คือ ความรู้ที่เกิดจากการใช้เหตุและผล โดยอาศัยสิ่งที่รู้ จำ คิด จินตนาการและสิ่งที่กระจ่างความคิด มาคิดอย่างเป็นระบบมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เหตุผลเป็นกระบวนการหนึ่งในความคิด การใช้เหตุผล แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ นิรนัยและอุปนัย

นิรนัย คือ การหาความจริง จากการรู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดจริง แล้วเอาสิ่งที่ต้องการพิสูจน์ไปเทียบ ถ้าสอด คล้องกัน ก็ถือว่าเป็นจริง ถ้าไม่สอดคล้องกันก็ถือว่าเป็นเท็จ เช่น เราทราบความจริงว่า นกเป็นสัตว์บินได้ เราทราบว่า กาเหว่าเป็นนก เราเอากาเหว่าเป็นนก ไปเทียบกับนกเป็นสัตว์บินได้ เราพบว่ามีความสอดคล้องกัน คือ กาเหว่าเป็นนก นกเป็นสัตว์บินได้ เราโยงได้ว่ากาเหว่าเป็นสัตว์บินได้

อุปนัย คือ การแสวงหาความจริงจากการสัมผัสอย่างมีระบบเพื่อให้เกิดความแน่ใจ เกิดการปักใจเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะ เป็นจริงหรือเท็จ การสัมผัส คือการสร้างประสบการณ์ เราอาจกล่าวได้ว่า อุปนัยเป็นการแสวงหาความจริงจากประสบการณ์ ซึ่งทำให้เราเกิดการปักใจเชื่อว่า สิ่งที่เราได้สัมผัสนั้นนั้นมีแนวโน้มเป็นจริง หรือเท็จ

จากแหล่งความรู้ดังกล่าว มนุษย์สามารถรู้ความจริงได้จากการเข้าถึงแหล่งความรู้ต่าง ๆ และมนุษย์สามารถเข้าถึง ความจริงได้หลายทางไม่จำกัดว่าจะต้องรู้ความจริงได้จากวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ตรรกวิทยา เป็นความรู้ในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการคิดที่เที่ยงตรง ด้วยการใช้หลักการแห่งเหตุผล เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง

หลักแห่งเหตุผล ๐๑

ในชีวิตประจำวัน เราเอ่ยอ้างถึงเหตุผลอยู่เสมอ เช่น เราต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผล เขาเป็นคนไม่มีเหตุผล ฟังนายกพูดแล้วสมเหตุสมผล ฯลฯ การเอ่ยถึงเหตุผลมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาหรือไม่ เอาอะไรเป็นตัวบ่งชี้ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่ย้ำอยู่เสมอว่า ต้องคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร

การคิดเป็น ต้องรู้วิธีคิดใน ๓ เรื่องหลัก คือ คิดอย่างมีเหตุผล คิดจินตนาการเป็น และคิดสร้างสรรค์ได้

การคิดอย่างมีเหตุผลมีหลักในการพิจารณาว่าลักษณะใดสมเหตุสมผล และลักษณะใดไม่สมเหตุสมผล 

หลักการแห่งเหตุผล เป็นกระบวนการคิดในที่อยู่ในสมองหรือเป็นกระบวนการทางจิตแท้ ๆ การคิดเกี่ยวกับเหตุผลมีหลักการในการโยงสัมพันธ์และการตรวจสอบได้ จัดอยู่ในวิชาตรรกวิทยา การศึกษาหลักการแห่งเหตุผล มีลักษณะและวิธีการอย่างไร จะต้องมีการกำหนดกรอบการศึกษาเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า การคิดคืออะไร การคิดอย่างเป็นเหตุผลคืออะไร การคิดและการอ้างเหตุผลมีความสัมพันธ์กันอย่างไร การคิดและการอ้างเหตุผลเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างไร ต้องใช้ความรู้พื้นฐานอะไรบ้าง หลักการในการพิจารณาการคิดอย่างมีเหตุผลมีอะไรบ้าง และจะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร

๑.หลักการแห่งเหตุผล หรือตรรกวิทยาคืออะไร
๒.เหตุใดการอ้างเหตุผลจึงมีความจำเป็น
๓.การอ้างเหตุผลต้องใช้ความรู้พื้นฐานอะไรบ้าง 
๔.หลักการพิจารณาเหตุผลที่เชื่อถือได้มีอะไรบ้าง
๕.จะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
หลักการแห่งเหตุผล หรือ ตรรกวิทยา คือ ความรู้เกี่ยวกับหลักและวิธีการพิจารณาความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน เนื่องจากในชีวิตประจำวัน มนุษย์ต้องมีเลือกอยู่ตลอดเวลา ในการเลือกนั้นต้องมีการตัดสินใจ การตัดสินใจเป็นกระบวนการหนึ่งของการใช้เหตุผล การใช้เหตุผลประกอบด้วยความรู้พื้นฐานหลายประการ นับตั้งแต่ความเข้าใจเรื่องจิต คิด รู้ จำ กระจ่าง จินตนาการ หลักการสังเกต การโยงความสัมพันธ์ เปรียบเทียบ หลักการพิจารณาเหตุผลที่ให้ความน่าความเชื่อถือ หลักการนิรนัยและอุปนัย ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ประกอบการตัดสินใจ สร้างความคิดให้เป็นระบบ จากการโยงความสัมพันธ์ของเหตุกับผลในการพิจารณาตัดสินเลือกสิ่งต่าสง ๆ ทั้งชีวิตปกติประจำวันไปจนถึงการแสวงหาความรู้ใหม่ในการศึกษา เพื่อหาคำตอบข้อสงสัยในสาขาวิชาใดหรือสาขาวิชาชีพใดก็ตาม การใช้เหตุผลเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ปกติเรามักคำนึงการโยงสัมพันธ์การสิ่งที่มาก่อนกับสิ่งที่ตามมามากกว่าการคิดถึงสาระหลักการของการอ้างเหตุผล และมักคิดว่าความคิดเชิงตรรกะเป็นเรื่องยาก ที่จริงแล้วการใช้เหตุผลเป็นเรื่องใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน กล่าวได้ว่า ตราบใดที่มีการตัดสินใจตราบนั้นเราต้องใช้เหตุผล
ขอทำความตกลงเบื้องต้นว่า ในหนังสือเล่มนี้ คำว่าหลักการแห่งเหตุผล ตรรกวิทยา ตรรกศาสตร์ ถือว่าเป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน
ตรรกวิทยา คืออะไร
ตรรกวิทยา คือ ความรู้เกี่ยวกับหลักแห่งการพิจารณาเหตุผลเมื่อมีข้อเสนอ(ญัตติ) เพื่อให้เกิดการยอมรับหรือปฏิเสธ การยอมรับหรือปฏิเสธย่อมมีการอ้างเหตุผล 
การอ้างเหตุผล คือ การยกภาวะเงื่อนไขที่จำเป็นในการโยงให้เห็นสิ่งที่จะเกิดตามมา ภาวะเงื่อนไขที่จำเป็นเราเรียกว่าเหตุ และสิ่งที่ตามมาหลังเหตุเราเรียกว่าผล ถ้าขาดภาวะเงื่อนไขดังกล่าวเสียแล้วสิ่งที่ตามมาจะไม่เกิด
ในชีวิตประจำวัน เงื่อนไขหลายประการซึ่งเราอ้างว่าเป็นเหตุและสิ่งตามมาคือผล ดูเหมือนว่ามีความสอดคล้องกัน ถ้าเราพิจารณาลึกลงไป บางครั้งพบว่าสิ่งที่อ้างนั้นไม่ใช่ภาวะเงื่อนไขจำเป็น ตัวอย่างเช่น การอ้างว่า เพราะร้านอาหารตั้งอยู่ไกลชุมชนจึงขาดทุน ภาวะเงื่อนไขร้านอาหารตั้งอยู่ไกลชุมชนดูเหมือนว่าเป็นเหตุทำให้ขายอาหารไม่ได้ แต่เมื่อพิจารณาลงไปจะพบว่าร้านอาหารบางร้านอยู่ไกลแสนไกลผู้บริโภคก็ยังตามไปซื้อหารับประทาน ดังนั้น เราต้องมีหลักในการพิจารณาถึงเหตุและผลที่แท้จริง
ความจำเป็นในการศึกษาหลักการแห่งเหตุผล
ในชีวิตประจำวันมนุษย์จะมีการตัดสินใจเกือบตลอดเวลาตราบเท่าที่มนุษย์มีการดำเนินกิจกรรม มนุษย์ใช้เหตุผลในการเลือกใช้ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการกระทำต่าง ๆ การตัดสินเหล่านี้มักมีเหตุผลสนับสนุนอยู่เบื้องหลังว่าเพราะเหตุใดเราจึงเลือกสิ่งนั้นสิ่งนี้ การศึกษาหาความรู้ยิ่งมีระดับสูงขึ้นเท่าใด เราต้องมีการเลือกมากขึ้น มีการใช้เหตุผลมากขึ้นตามลำดับ การเลือกลงทะเบียนเรียนรายวิชาที่เปิดสอน เพื่อศึกษาสาระเนื้อหาในทุกรายวิชา ทั้งทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ต่างใช้หลักความเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้นในการศึกษาสาขาวิชาดังกล่าวต้องรู้กระบวนการของความเป็นเหตุเป็นผล เพราะจะช่วยให้การศึกษาในรายวิชานั้นมีระบบ มีความต่อเนื่องเห็นความสัมพันธ์ กระชับขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น ใช้ความจำน้อยลง ในการศึกษาค้นคว้าและวิจัยทุกระดับ การใช้เหตุผลเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแสวงหาความจริง ดังนั้น การอ้างเหตุผลที่ดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องศึกษา หลักการแห่งเหตุผล หรือ ตรรกวิทยา 
หลายศตวรรษที่ผ่านมา หลักการแห่งเหตุผลได้ถูกนำมาใช้ใน ๒ ฐานะ คือ ฐานะแรกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้หรือกระบวนการแสวงหาความรู้ เนื่องจากการใช้เหตุผลทำให้เราได้รับคำตอบ ก่อให้เกิดความรู้ได้ทางหนึ่ง ในแง่มุมมองนี้ หลักแห่งเหตุผลหรือตรรกวิทยามาก่อนปรัชญา และเป็นส่วนของที่มาปรัชญา อีกฐานะหนึ่ง ถือว่าตรรกวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา อยู่ในส่วนย่อยของญาณวิทยา “ความรู้ในการแสวงหาความรู้” หรือ “ทฤษฎีความรู้”  
เมื่อมีการปรับเปลี่ยนเพื่อขยายองค์ความรู้ มีการแตกวิธีการทางตรรกวิทยาออกเป็นหลายระเบียบวิธี เป็นการประยุกต์ แม้จะไม่มีการเอ่ยถึงคำตรรกวิทยามากนัก แต่ได้นำหลักการทางตรรกวิทยาไปใช้ เช่น ในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์กายภาพ สถิติ ภาษาศาสตร์ จิตวิทยา กฎหมาย และการศึกษา ในทางสังคมศาสตร์ได้นำตรรกวิทยามาใช้ในหลายสาขา เช่น ทฤษฎีความน่าจะเป็น ทฤษฎีเกม และการวิจัย ซึ่งเป็นขอบข่ายการศึกษาที่มีการใช้หลักเหตุผลซับซ้อนขั้นสูง