25 กุมภาพันธ์ 2558

อารยันรุกรานอินเดียจริงหรือ

อารยัน คือใคร มาจากไหน ช่างเป็นคำถามน่าสงสัยในประวัติอารยัน ทั้งแหล่งกำเนิด วัฒนธรรม และการเคลื่อนย้าย ปราชญ์ผู้ศึกษาเรื่องอารยันหลายท่านก็ยังกังขาว่าอารยันรุกรานอินเดียจริงหรือ
            เรามาเริ่มต้นที่ภูมิหลังเรื่องราวความเป็นมาของอารยัน มันเกิดขึ้นเมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ (ค.ศ.๑๘๕๘ ) อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษเป็นเวลาประมาณ ๘๙ ปี กว่าอินเดียจะได้เอกราช และได้แตกแยกออกไปเป็นอินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศ ใน พ.ศ.๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗)ในระหว่างที่อังกฤษปกครองอินเดียได้มีข้อสังเกตถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างหลายภาษาของชาวยุโรป เอเชียกลางและอินเดียตอนเหนือ หลังจากได้มีการวิจัยในประวัติ วัฒนธรรม ศาสนาและวรรณกรรมของอินเดีย ประกอบกับได้มีการขุดค้นพบอารยธรรมลุ่มน้ำอินดัสในอินเดียด้านตะวันตกเฉียงเหนือ จากข้อมูลดังกล่าวอังกฤษ (และนักวิชาการชาวยุโรปอื่น) ได้สรุปเอาว่าอารยัน (รวมถึงคนผิวขาวจากบริเวณเทือกเขาคอเคซัส) ได้เข้าสู่อินเดียจากช่องทางอัฟกานิสถานและอิหร่านปัจจุบัน ที่อ้างกัน คือช่องเขาไกเบอร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานของอารยัน และยังคิดว่าอารยันได้รุกรานอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ ที่เป็นลุ่มน้ำอารยธรรมของชาวอินเดีย ตามมาด้วยการพิชิต และได้ฆ่าฟันประชาชนผิวคล้ำที่ล้ำอารยธรรมที่อยู่มาก่อน และขับไล่คนเหล่านั้นลงสู่อินเดียทางใต้ ในขณะที่อารยันได้ก่อร่างสร้างตนในทางเหนือให้เป็นดินแดนของตน เมื่อเข้าครอบครองดินแดนได้แล้วอารยันได้จัดจำแนกชนพื้นเมืองผิวคล้ำ หรือ ดราวิเดียน หรือ ฑราวิท ให้เป็นพวกศูทร หรือ ชนชั้นที่ไม่พึงสัมผัส (untouchable)เป็นชนชั้นน่ารังเกียจของสังคมอารยัน และจัดตั้งชนชั้นของตนเป็นพราหมณ์ ชนชั้นพระหรือผู้ทรงความรู้ กษัตริย์ ชนชั้นนักรบ และไวศยะหรือแพศยะ ชนชั้นธุรกิจ พราหมณ์เป็นชนชั้นมีอำนาจชอบธรรมสูงสุดเป็นที่เคารพนับถือของชนชั้นอื่น
            เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้เป็นความคิดตามแนวทฤษฎีการรุกรานของอารยัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากนักประวัติศาสตร์ยุโรปและอินเดียทั่วไป แต่ก็มีจุดอ่อนที่ต้องคิดหนัก จุดอ่อนเหล่านี้ (ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยุโรปและอินเดียหลายท่าน) ได้ชี้ออกมาให้เห็นเป็นที่สนใจ ความคิดได้แพร่ออกไป มีการสนับสนุนมากขึ้นในสองสามทศวรรษหลังอินเดียได้รับเอกราช จุดอ่อนอันเป็นข้อบกพร่องเหล่านี้ คือ
                ประการแรก ถ้าอารยัน ซึ่งมีลักษณะเป็น “คนขาว ผมสีทอง ตาสีฟ้า” ได้รุกรานเข้าในอินเดียจริงและตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่บัดนั้น คำถาม คือว่า เพราะเหตุใดลักษณะคอเคเซียนแท้ของคนเหล่านั้นพบยากมากในอินเดียปัจจุบัน ถ้าจะอ้างว่าเป็นการผสมระหว่างชาติพันธ์ในหลายศตวรรษที่ผ่านมาแล้วละก็ คนผิวคล้ำก็ยังพบในอินเดียแต่ไม่พบคนผิวขาวแบบเอเชียกลางหรือยุโรปในอินเดียเลย แม้แต่ผิวสีน้ำตาลอ่อนก็ยังพบในอินเดียทางเหนือที่อยู่ไกลถึงแคชเมียก็ไม่ขาวที่จะพิจารณาว่าเป็นอารยันได้
ประการที่สอง อารยันแบ่งชนชั้นสังคมออกเป็น ๔ วรรณะ และจัดตัวเองอยู่ใน ๓ วรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะ ส่วนวรรณะที่ ๔ เป็นชนชั้นต่ำที่เรียกว่า “ศูทร”  ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยุโรปอธิบายว่าเป็นชนชั้นที่ถูกพิชิตโดยอารยัน จากเหตุผลนี้ ชนชั้นสูงทั้งหมด ๓ วรรณะ โดยเฉพาะวรรณะพราหมณ์ต้องมีผิวขาวหรือน้ำตาลอ่อน และวรรณะศูทรต้องเป็นคนผิวคล้ำจนถึงน้ำตาลเข้ม แต่ปรากฏว่า ยังพบชนวรรณะพราหมณ์ผิวคล้ำในอินเดียได้ง่ายมากทั้งในอินเดียเหนือและอินเดียใต้ ทั้งการแต่งงานยังจำกัดอยู่ในวรรณะเดียวกัน การแต่งงานระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นต่ำเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นทั่วไปในอินเดีย
ประการที่สาม ชนที่สีผิวน้ำตาลอ่อนทั้งหมดในอินเดีย อ้างว่าเป็นเชื้อสายอารยันต้นกำเนิด ได้เข้ามาเป็นพวกตั้งถิ่นฐานในบริเวณอากาศเย็น เช่น แคชเมียและหิมาคัล ส่วนพวกผิวน้ำตาลคล้ำ อ้างว่าเป็นพวกดราวิเดียนตั้งถิ่นฐานในแถบอากาศอบอุ่น ประการนี้แสดงว่าสีผิวในอินเดียมีผลจากการกระทำกับภูมิอากาศและบรรยากาศมากโดยเฉพาะในภูมิภาคอินเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณทางชีวภาพของมนุษย์
ประการที่สี่ ถ้าอารยันมาจากนอกเขตดินแดนอินเดียแล้วละก็ เพราะเหตุใด จึงมีการผสานรวมทางจิตวิญญาณ วัฒนธรรมและสังคมเป็นกลุ่มก้อนกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว พระเวทนั้นไม่ได้กล่าวถึงเมือง แม่น้ำ และภูเขาภายนอกเขตอินเดียแต่ประการใด เหตุใดเล่า อารยันจึงกล่าวถึงสถานที่ที่พบในอินเดียเท่านั้น และเป็นสถานที่ศักดิสิทธิ์เกือบทั้งหมด ทำไมไม่มีการกล่าวถึงสถานที่ในแถบคอเคซัสหรืออิหร่านบ้าง ในพระเวทมีการอ้างถึงสงครามหลายครั้งแต่ไม่มีการอ้างถึงการรุกรานดินแดนแห่งอินดัส-สรัสวตี (อินเดีย) รวมทั้งชาวเชื้อสายอารยันปัจจุบันในอินเดียไม่มีการรวบรวมเรื่องราวต้นกำเนิดที่มาความเป็นชาติของตน และเชื้อสายศูทร (ที่เรียกว่าทาสหรือทัสยุหรือดราวิเดียน หรือชาติพันธุ์ดั้งเดิมของอินเดีย) ก็ไม่มีการรวบรวมเรื่องราวหรือเรื่องเล่าถึงการรุกรานของอารยันในดินแดนของตนและการพ่ายแพ้ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของอารยัน
ประการที่ห้า เป็นคำถามเกี่ยวกับหลักฐานโบราณคดี ที่ว่า ถ้าอารยธรรมลุ่มน้ำอินดัส “ดราวิเดียน” พบจุดจบด้วยน้ำมือการรุกรานของอารยันแล้วละก็ ทำไมไม่มีการพบซากม้า รถศึกและอาคารที่ถูกเผาในบริเวณลุ่มน้ำอินดัสหรือแถบนั้น
ประการที่หก ถ้าอารยันซึ่งอยู่ตอนเหนือคนละพวกกับดราวิเดียนซึ่งอยู่ทางใต้ เพราะเหตุใดจึงไม่มีข้อขัดแย้งหรือการเผชิญหน้าแบบใด ๆ ระหว่างประชาชนทางเหนือและใต้ พราหมณ์ (วรรณะสูงสุดของอารยัน)น่าจะมีมากในทางเหนือ แต่ในข้อเท็จจริง พบว่ามีพราหมณ์ทั้งในตอนเหนือและใต้ของอินเดีย พราหมณ์เหล่านี้มาอยู่ทางอินเดียใต้ได้อย่างไร ตามรายงานการสำรวจทางมานุษยวิทยา พราหมณ์แห่งทมิฬนาดู (โดยเฉพาะ lyengars) มีลักษณาการทางกายทั่วไปเหมือนกับพวกไม่ใช่พราหมณ์มากกว่าพวกพราหมณ์ในอินเดียตะวันตกและตอนเหนือ รายละเอียดการสำรวจทางมานุษยวิทยาที่ได้จากพวกอุตรประเทศ คุชราท มหาราช เบงกอล และทมิฬนาดูได้เผยให้เห็นความแตกต่างที่โดดเด่นภายในวรรณะและความคล้ายคลึงกันอย่างใกล้ชิดระหว่างวรรณะที่แตกต่างกันในภูมิภาค
ประการที่เจ็ด  สวัสดิกะ กล่าวกันว่าอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอายัน  ถ้าอารยันเป็นพวกมาจากภายนอกอินเดีย (และไม่ใช่คนในดินแดนอินเดีย) แล้วละก็ “สวัสดิกะ” สัญลักษณ์ของอารยัน ที่พบในตราประทับในลุ่มน้ำอินดัส ซึ่งมีอายุเก่ากว่าอารยันได้อย่างไร
ประการที่แปด การบรรยายลักษณะอารยันที่รุกรานอินเดียว่าเป็นพวกเร่ร่อนหรือกึ่งเร่ร่อน เป็นข้อสงสัยว่าพวกเร่ร่อนสามารถสร้างสรรค์พระเวทและสิ่งที่ซับซ้อนผูกพันกับพระเวทได้อย่างไร บางท่านกล่าวว่ามันยากที่จะจินตนาการถึงการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ได้
ประการที่เก้า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ๓๕๐๐ – ๕๐๐๐ ปี ชาวอินเดียเองไม่ได้มีเรื่องเล่ามุขปาฐะหรือการเขียนเกี่ยวกับการรุกรานของอารยัน ไม่มีเรื่องการแบ่งเป็นฝ่ายเหนือ-ฝ่ายใต้ ไม่มีการแบ่งผิวขาว-ผิวคล้ำ ตามข้อเท็จจริงแล้ว ชาวอังกฤษต่างหากที่เป็นพวกแรกที่กล่าวอ้างถึงสิ่งเหล่านี้ในอินเดีย สร้างความพิศวงให้แก่ชาวฮินดู (หรือถ้าเจาะลงลงไปคือ ศาสนาฮินดูซึ่งเป็นร้อยละ ๘๐ ของประชากรทั้งหมดและนับถือพระเวทเป็นอำนาจทางจิตวิญญาณ-วัฒนธรรม-สังคมสูงสุด และใช้ “สวัสดิกะ” เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาของตน)
ประการสุดท้าย มีจุดสนใจในเรื่องปัจจัยหมู่เลือด (rhesus negative) ในการเปรียบเทียบปัจจัย rhesus negative ความคล้ายคลึงกัน การศึกษากรณีประชากรส่วนใหญ่จากสกอตแลนด์ บริเวณบัลติก ซามี (แลปป์) ประชากรทางเหนือของสแกนดิเนเวีย มอรอกโค ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ ในขณะที่ผู้คนเหล่านี้มีกลุ่มเลือดใกล้กัน แต่ในประชากรอินเดียและปากีสถานมีค่าต่ำมาก ดังนั้น ปัจจัย rhesus negative  จึงบ่งบอกว่าชาวอินเดียไม่มีความใกล้ชิดต่อ “เชื้อสายคอเคเซียนผิวขาว”
ยังก่อน ยังกำหนดขอบเขตอารยันไม่ได้ในที่นี้ เนื่องจากพระเวทได้เขียนไว้ชัดเจนโดย “อารยัน” (มีการกล่าวถึงคำ อยสฺ “ayas” ในพระเวทว่าเป็นศัพท์อันเป็นที่มาของคำอารยัน Aryan) และคำเหล่านี้เขียนไว้ชัดเจนในอินเดียเท่านั้น ประการนี้ทิ้งไว้ให้เราอธิบายความเป็นไปได้เกี่ยวกับกำเนิดอารยัน “อารยัน” เป็นความคิดรวบยอดทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม หรือการปฏิวัติ ซึ่งกระจายจากอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือไปถึงปากีสถาน ที่ราบคงคา-ยมุนา อินเดียใต้ อิหร่าน และจากที่นั่นไปสู่เอเชียกลางและในที่สุดถึงยุโรป บนพื้นฐานของวัฒนธรรม จิตวิญญาณ ภาษา และสังคมชั้นสูงเป็นหลัก ไม่ใช่อำนาจทางกาย จากจุดอ่อนที่กล่าวมาแล้ว พอจะบอกว่าได้หรือไม่ว่า
อารยัน คือ ชนพื้นเมืองของอินเดียหาได้มาจากเอเชียกลางไม่
ที่มา
http://www.hindunet.org/hindu_history/ancient/aryan/aryan_frawley_1.html

ชีวิตประจำวันชาวอียิปต์

ชีวิตของชาวอียิปต์ใกล้ชิดกับลุ่มน้ำไนล์ แม่น้ำไนล์มีความหมายในการโอบอุ้มค้ำจุนชาวอียิปต์โบราณท่ามกลางถิ่นกันดารแห้งแล้งโดยรอบ แม่น้ำไนล์เป็นเทพผู้ให้ชีวิตและเป็นแหล่งทรัพยากรเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตให้แก่ชาวอียิปต์ แม่น้ำไนล์ไหลผ่านบริเวณดินแดนทอดยาวจากใต้สู่เหนือ สองฝั่งน้ำมีแต่ความเขียวชอุ่มและความอุดม เป็นหลักสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันของชาวอียิปต์
          ชีวิตประจำวันของอียิปต์โบราณหมุนเวียนไปตามแม่น้ำไนล์และดินแดนอุดมสองฝั่ง น้ำหลากประจำปีนำความอุดมมาให้ดิน เมื่อมีการเพาะปลูกก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก สร้างความมั่งคั่งให้แก่คนที่อยู่ดินแดนนี้

          ชาวอียิปต์โบราณสร้างบ้านพักอาศัยด้วยโคลนหรืออิฐตากแห้งซึ่งได้มาจากแม่น้ำไนล์ ชาวอียิปต์ได้อาศัยที่ดินสองฝั่งน้ำทำไร่ทำนา ปลูกพืชเพื่อเป็นอาหาร ขาย ใช้ในการดำรงชีพ ผลผลิตเหล่านี้ได้นำไปสู่ตัวเมืองหรือหมู่บ้านต่าง ๆ  เพื่อแลกเปลี่ยนกับอาหารและสินค้าสิ่งที่ตนผลิตไม่ได้ แน่นอน การขนส่งเคลื่อนย้ายในระยะทางที่ยาวไกลต้องอาศัยแม่น้ำไนล์

ชาวอียิปต์โบราณมีอาชีพแตกต่างกัน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพชาวนา ช่าง อาลักษณ์ สถาปนิก ฯลฯ บางทีมีคนรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แล้วทำงานรับจ้างราชตระกูล คนชั้นสูงเป็นคนกลุ่มน้อย แต่คนทั้งหมดนี้ได้ประกอบกันเป็นประชากรชาวอียิปต์
ความเป็นอยู่ในการดำเนินชีวิตของอียิปต์โบราณมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัดในมาตรฐานการครองชีพ พิจารณาได้จากบ้าน เสื้อผ้า อาหาร คนรับใช้ หรือทาส  ชาวอียิปต์โบราณจากครอบครัวร่ำรวยที่สุดไปจนถึงจนที่สุด ทุกคนเคร่งในศาสนาและทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด
ครอบครัวมีความสำคัญสูงสุดต่อชาวอียิปต์โบราณ ทั้งพ่อแม่ บุตร ปู่ย่า ตายาย พี่ป้า น้าอาว์ และญาติพี่น้อง ถือว่าความภักดีและการเคารพเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เด็ก ๆ จะมุ่งไปที่ความสนุก สตรีในสังคมชนชั้นล่างจะดูแลลูก ๆ ของตน ปรุงอาหาร  และทำความสะอาดบริเวณที่ครอบครัวต้องใช้สอย
ทาสต้องวิ่งวุ่นในการรับใช้ซึ่งเป็นวิถีชีวิตหนึ่งของชีวิตชาวอียิปต์โบราณ สตรีที่ได้รับการศึกษามีน้อย แต่เธอมีความเสมอภาคในโลกธุรกิจ สามารถดำเนินธุรกิจ ด้านกฎหมายและการลงโทษ สตรีมีสิทธิเช่นเดียวกับชาย ทางด้านการเมือง บทพิสูจน์ยังไม่ปรากฏเด่นชัด
หนุ่มสาวเริ่มต้นฝึกหัด เรียนรู้การค้าหรือศิลปะจากผู้อาวุโสหรือมืออาชีพ เด็กสาวเรียนรู้จากแม่ที่บ้าน ผู้ที่มีฐานะดีก็สามารถส่งบุตรชายเข้าเรียนในโรงเรียนจากอายุ ๗ ปี เรียนรู้คณิตศาสตร์ อ่าน เขียน และศาสนา
เด็กหญิงจากครอบครัวยากจนแต่งงานได้ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี เด็กชายแต่งงานได้เมื่ออายุหลังจาก๑๒ เล็กน้อย เด็กหญิงจากครอบครัวที่มั่งคั่งแต่งงานหลังอายุ ๑๒ ปี และน้อยคนที่จะเลือกคู่ครองด้วยตนเอง การแต่งงานของฟาโรห์แบบมากเมียถือว่าเป็นเรื่องปกติ
“หมั้น” เป็นสัญญาก่อนการแต่งงานจะเกิดขึ้น ซึ่งยอมให้สามีจ่ายสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ภรรยาก่อนได้ สิ่งใดก็ตามที่ภรรยาได้รับและนำไปยังเรือนหอของเธอสิ่งนั้นต้องตกเป็นของเธอ การหย่าเป็นเรื่องที่กระทำได้ในสังคมอียิปต์โบราณ
เราเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัวชาวอียิปต์โบราณจากซากเหยือก ชาม ทัพพี กระทะ หม้อ เครื่องกวน และ ตะแกรง ที่พบในสุสาน จานทำจากดินเหนียว ครอบครัวที่ร่ำรวยมีข้าวของเครื่องใช้ทำด้วยทอง เงิน และบรอนส์
ความฟุ่มเฟือยเป็นส่วนเพิ่มเติมเต็มของขาวอียิปต์โบราณ เข่นเครื่องสำอาง มีการใช้ครีม โลชั่น ครีมทำด้วยของหอม มะนาว (lime)และน้ำมัน น้ำมันหอมใช้กันในชีวิตประจำวัน มีการทาริมฝีปาก ทาเล็บ และแก้ม
การล่าสัตว์มีทั้งเพื่อเป็นอาหารและเพื่อความบันเทิง เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ละสมัยมีกิจกรรมการบริหารและแสดงละคร
          เพื่อให้เห็นบรรยากาศเปรียบเทียบชีวิตประจำวันของชนชั้นสูง ซึ่งในที่นี้จะเรียกว่าขุนนาง กับประชาชนทั่วไป โดยใช้ขาวนาเป็นตัวแทน ด้วยการนำเข้าสู่บรรยากาศชีวิตประจำวันของอียิปต์โบราณได้ ดังนี้
          ชีวิตประจำวันของขุนนาง
วันที่แจ่มใสวันหนึ่งในอียิปต์โบราณ ชนชั้นสูงติดขึ้นมาบนเตียงที่คลุมด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียด เขาลืมตาแล้วมองไปรอบ ๆ ห้องนอน เขาเห็นตู้เก็บเสื้อผ้า กล่องเครื่องสำอางของภรรยา และตะเกียงสำหรับให้แสงสว่างในยามเย็น ความคิดของเขาถูกรบกวนจากผู้รับใช้ที่เข้ามาช่วยเขาล้างหน้าและโกนหนวด แล้วขุนนางก็แต่งตัวในชุดกระโปรงสั้นที่ทอจากผ้าลินินเนื้อละเอียดและร้องเท้าแตะทำด้วยหนัง ในขณะที่ภรรยาของเขาตื่น นางล้างหน้าและแต่งกายด้วยการช่วยของผู้รับใช้อีกคนหนึ่ง ภรรยาของขุนนางแต่งกายด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียดและประดับอัญมณีทำด้วยแก้ว นางใช้เครื่องแต่งหนังตาบ้าง แล้วลงไปชั้นล่าง
ขุนนางและภรรยากินอาหารขนมปังและผลไม้เล็กน้อย ทั้งสองนั่งบนเบาะรองนั่งและกินจากโต๊ะเตี้ย ๆ แล้ว ขุนนางก็ออกจากบ้านเพื่อไปสั่งงานทั่วที่ดินของตนทั้งหมด คนที่ดูแลที่ดินของขุนนางบอกแก่ขุนนางว่าการเก็บเกี่ยวสำหรับปีนี้ควรทำได้แล้ว เขายังบอกขุนนางถึงว่า ก่อนหน้านี้มีปสุสัตว์และห่านที่นับได้ในทุ่งมีกี่ตัว ขุนนางพอใจ พวกคนดูแลที่ดินได้รับส่วนแบ่งอาหาร ขนมปังและเบียร์
ภรรยาของขุนนางแนะนำหารเตรียมงานเลี้ยงที่ตนเป็นเจ้าภาพในเย็นนั้น ผู้รับใช้ให้บุตรของนางแต่งตัวและกินอาหาร แล้วนำมาให้นาง เริ่มตอนบ่าย ภรรยาของขุนนางออกไปยังสวนเพื่อหนีอากาศร้อน นางสบายใจใต้ร่มเงาต้นไม้ในขณะที่เฝ้าดูเด็กสนุกกับของเล่น บ่ายแก่ ๆ ภรรยาของขุนนางเริ่มเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงตอนเย็น คนรับใช้แปรงและม้วนผมปลอมที่นางชื่นชอบ นางนำเสื้อผ้าสวยที่สุดกับเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำและหินกึ่งรัตนชาติ
ขุนนางกลับบ้านและพร้อมสำหรับงานเลี้ยง แล้วเขากับภรรยาก็ต้อนรับแขกที่มาถึง แขกที่มามอบกรวยเทียนหอมและดอกบัวโดยสาวใช้ ทุกคนรับประทานอาหารด้วยเนื้อวัว ขนมปัง ไวน์ มะเดื่อ และอินทผาลัม พวกเขาบันเทิงจากดนตรีและระบำสาว เมื่อเย็นย่ำสิ้นสุดลง สองสามีภรรยาก็กล่าวอำลาแขก เสร็จแล้วเข้านอน
ชีวิตประจำวันของชาวนา
วันที่แจ่มใสวันหนึ่งในอียิปต์โบราณ ชาวนาตื่นขึ้นมาบนเตียงที่ปูด้วยผ้าลินินเนื้อหยาบ ซึ่งภรรยาของเขาเป็นคนทอ เขาลืมตาและมองไปรอบห้องนอน เขามองเห็นหิ้งที่วางตะกร้าในเสื้อผ้า ชาวนาลุกขึ้นจากเตียง ล้างหน้าและโกนหนวด แล้วเขาสวมกระโปรงสั้นที่ทอด้วยลินินหยาบ และสวมรองเท้าแตะทำจากต้นอ้อ
เมื่อออกไปทำงานชาวนาและคนงานของเขาทิ้งตะกร้าเอาไว้ในวิหาร เป็นที่รวมและเป็นห้องเก็บของ เมื่อกลับมาจากทุ่งในตอนกลางวัน ก็จะร่วมกันรับประทานอาหาร ขนมปัง เนื้อและเบียร์
สำหรับภรรยาชาวนา เมื่อตื่นขึ้นมา เธอล้างหน้าและแต่งตัวท่ามกลางแสงยามเช้า แล้วไปยังห้องถัดไป ปลุกลูก ๆ และเริ่มต้นทำงานบ้าน นางสวมเสื้อผ้าที่ทอจากผ้าลินินหยาบ ๆ  รอบคอนางเป็นเครื่องรางเทพีทาวาเรต (Tawaret) ห้อยด้วยสายเชือกปาปิรัส ภรรยาชาวนาใช้เวลาในกลางวันบดข้าวสาลีและทำขนมปัง ในตอนบ่ายนางเดินไปที่แม่น้ำพร้อมกับลูกเพื่อตักน้ำ ในตอนเย็น นางเตรียมอาหารเย็นที่มีเพียงขนมปัง เนื้อ และเบียร์อันน้อยนิดให้กับครอบครัว
เมื่อนอกบ้านมีความมืดแผ่ซ่านไปมั่ว ชาวนาจุดตะเกียงน้ำมันดวงน้อย เขาและภรรยานำลูกไปนอน เป่าตะเกียงดับและหลับพลัน

อ้างอิงจาก

นาลันทา มหาวิทยาลัยศาสนาแรกแห่งโลก

ขอเกริ่นนำปูพื้นสักนิดว่า นาลันทาเป็นเมืองเก่าอยู่ในแคว้นพิหาร (ชื่อปัจจุบัน)หรือแคว้นมคธ (ชื่อโบราณ)ตำแหน่งที่ตั้งออกไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองปัตนะ (ปาตลีบุตรเดิม) ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร เป็นเมืองแรกที่เริ่มมหาวิทยาลัยทางศาสนาในโลก ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่บุกเบิกการศึกษาด้านศาสนาในระดับอุดมศึกษาที่มีหอพัก มีลักษณะความเป็นมหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในชื่อเสียงว่าเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญในการเรียนรู้ และการศึกษาตั้งแต่โบราณมา
          ขอประเดิมเริ่มแรกด้วยความหมายของนาลันทา ที่มามีหลายตำรับ ผมเลือกมาตำรับหนึ่งที่ไม่เป็นเรื่องเหนือโลกที่เราประสบพบเห็น “นาลันทา” มาจากคำว่า“นาลัม” (nalam) หมายถึง“ดอกบัว” กับ “ทา” (da) มีความหมายว่า “ให้” ดังนั้น นาลันทาจึงมีความหมายว่า “ให้ดอกบัว”  แต่ดอกบัวในความหมายของคนอินเดียนั้นเป็นสัญลักษณ์ของ “ความรู้” ดังนั้นเมื่อแปลเอาความแล้วมีความหมายว่า “ให้ความรู้”
นาลันทาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาอยู่มาก เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมาเมืองนาลันทาและโปรดเทศนาแสดงธรรมที่บริเวณใกล้กับ “อัมพวันแห่งปาวาริกะ” ("the Mango Grove of Pavarika") พระสารีบุตรพระอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธเจ้าได้ถือกำเนิดและปรินิพพาน ณ บ้านหลังเดิมและห้องเดิมที่นาลันทา มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอโศกได้สร้างวิหารไว้ที่นี่ด้วย คือ “เสาพระเจ้าอโศก” พระนาคารชุนแห่งทิเบตก็เรียนจากที่นี่ จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่ามหาวิทยาลัยนี้ได้สถาปนาขึ้น เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๗๐-๙๙๓
มหาวิทยาลัยนาลันทาเริ่มต้นด้วยการเป็นอารามพุทธศาสนา การศึกษาของศาสนาพุทธและเชนในช่วงแรก ๆ จัดการศึกษาภายในอารามมากกว่าการจัดการเป็นระบบการสอนแบบสถาบันการศึกษาที่มีครู-อาจารย์สอนเฉพาะ แต่ทว่า บางอารามมีชื่อเสียงในสาชาวิชาการที่สอน ชื่อเสียงขจรขยายออกไป มีนักศึกษามาเรียนมากขึ้น มากขึ้น ในที่สุดก็กลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เริ่มจัดระบบการศึกษาฝึกอบรมตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น และเลื่อนชั้นขึ้นไปตามลำดับ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยนาลันทา วิกรมศิลา วลภี บุษบาคีรี โอทันตบุรี และโสมาปุระ นักศึกษาที่มีแรงดลใจให้ความศรัทธาต่อสำนักดังกล่าว ต่างใช้ความพยายามเพื่อให้ผ่านการคัดเลือกจากการสอบสัมภาษณ์ ถ้าประสบความสำเร็จ สิ่งที่ได้รับคือ เข้ารับศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรืออาจได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายในบางรายวิชา แต่สำหรับนาลันทา... ฟรีครับ
สำนักนาลันทาก็อยู่ในลักษณะดังกล่าว เป็นสำนักหนึ่งที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดศรัทธานักศึกษามาจากทั่วอินเดียและต่างประเทศ จากจีน เกาหลี ศรีลังกาและอินโดนีเซีย ให้เข้ามาศึกษาคัมภีร์พุทธศาสนาและพระเวท นอกจากนั้นยังมีหลักสูตรสาขาวิชาปรัชญา เทววิทยา ตรรกวิทยา ไวยากรณ์ ภาษาศาสตร์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ แพทย์ ช่างฝีมือและอื่น ๆ มีคณาจารย์ประมาณ ๒๐๐๐ ท่าน ภาษาที่ใช้ในการสอน คือ สันสกฤต นาลันทาจึงเป็นมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเป็นสากลและมีหอพักไว้รับนักศึกษาแห่งแรก (ในโลก) ในช่วงสมัยที่กำลังรุ่งเรืองมีนักศึกษาพักประจำมากกว่าหมื่นคน มหาวิทยาลัยสามารถรับนักศึกษาเข้าพักได้ทันทีถึง ๑๐,๐๐๐ คนในคราวเดียวกัน (แต่ขนาดของจำนวนที่กำหนดขึ้นมานี้วิเคราะห์จากซากทางโบราณคดี พื้นที่มหาวิทยาลัยนาลันทาในปัจจุบันมี ประมาณ ๒๓๔ ไร่ การประเมินอ้างถึงจำนวนนักศึกษานี้ยังเป็นที่สงสัยอยู่) มหาวิทยาลัยมีอาคารรวม ๘ หลัง ๑๐ อาราม มีห้องเรียนจำนวนมากและห้องโถงสำหรับฝึกสมาธิ
บริเวณมหาวิทยาลัยล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและมีประตูเดียว ประตูนี้มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นประตูที่กำหนดชะตาชีวิตว่าจะได้เข้าเรียนหรือไม่ทีเดียว พระภิกษุชาวจีนรูปหนึ่ง คือท่านอีจิงได้จาริกมาถึงอินเดียใน พ.ศ. ๑๒๑๖ บรรยายไว้ว่า นาลันทาอารามมีอาคารรวม ๘ หลัง  และมี ๓๐๐ อพาร์ตเมนต์ และท่านกล่าวให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของประตูว่า
มีประตูเข้าอารามเพียงประตูเดียว อยู่ทางด้านทิศใต้ มีนายทวารบาลเฝ้า ผู้ที่ต้องการมาศึกษาจะต้องผ่านประตูนี้ นายประตูคนจะคัดกรองด้วยการถามคำถาม เพื่อพิจารณาตัดสินว่าจะให้ไปศึกษาพื้นฐานความรู้เพิ่มเติมมาก่อนหรือจะยอมให้เข้าไปข้างใน ซึ่งหมายถึงการรับเข้าเป็นนักศึกษา ท่านอีจิงรายงานว่า ในจำนวนสิบคน มีสองหรือสามคนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบนี้
เห็นไหม การศึกษาสมัยนั้นต้องมีการทดสอบพื้นความรู้ก่อนเรียน ถ้าภูมิไม่ถึง ก็ต้องไปฝึกฝนมาใหม่ ไม่ใช่ใครอยากจะเรียนอะไรก็รับหมด แล้วไปโทษว่าครู-อาจารย์สอนไม่ดี ถ้ารับสอนเพียงให้จบ ๆ ไป เรียนจบไปแล้วทำอะไรไม่เป็น มีแต่ปริญญาไว้ติดข้างฝา ว่าข้าก็จบมหาวิทยาลัย อย่างนี้ นาลันทาไม่ทำ ว่าเข้านั่น
นอกจากความมีชื่อเสียงแล้ว อีกประการหนึ่งที่น่าจะเป็นส่วนให้ผู้คนมีความเชื่อมั่น คือ นาลันทามีแหล่งความรู้ใหญ่ให้ค้นคว้า คือ หอสมุด หอสมุดมหาวิทยาลัยนาลันทางแบ่งออกเป็น ๓ อาคาร มีชื่อว่า รัตนสการ (Ratna-Sagara) รัตนนิติ (Ratna-Nidi) และรัตนราญชน (Ratna-Ranjana) ในบรรดาหอสมุดนี้ อาคารรัตนสการเป็นอาคาร ๙ ชั้น หอสมุดไม่ได้มีแต่คัมภีร์ทางศาสนาเท่านั้น แต่มีการรวบรวมหนังสือและตำราด้านวรรณคดี ดาราศาสตร์ และการแพทย์ หอสมุดมีความกว้างใหญ่ขนาดไหน ท่านลองนึกภาพประมาณจากข้อเท็จจริงที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจได้ด้วยภาพที่ผู้รุกรานจุดไฟเผาหอสมุดแห่งนี้ การเผาไหม้ใช้เวลาอยู่ถึง ๓ เดือน เพลิงจึงสงบ ก็นึกภาพดูเอาเองว่าในอาคารที่ว่านี้มันใหญ่โตขนาดไหน ตำรับตำราอีกเท่าใดกว่าไฟจะเผาหมด
สภาพแวดล้อมทางการศึกษาก็น่าไปศึกษาอยู่ อ่านที่ท่านเหี้ยนจั๋ง นักปราชญ์ชาวจีนที่ได้มาเยือนอินเดีย ใน พ.ศ. ๑๑๗๓ และพักที่มหาวิทยาลัยอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง เล่าเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนาลันทาไว้ ทำให้เรามองเห็นภาพ (พอได้ใจความว่า ตามที่ผมคล้อยจินตนาการไป) ว่ามี
หอคอยประดับประดาอลังการ มีป้อมคล้ายแดนสวรรค์ ประดุจยอดเนินเขา เมื่อจับมารวมกลุ่มกัน หอสังเกตการณ์ดูเสมือนว่าเลือนหายไปในสายหมอกยามรุ่งอรุณ ห้องบนหอชั้นบนลอยอยู่เหนือเมฆ มองจากหน้าต่างออกไปอาจเห็นลมและเมฆสร้างรูปลักษณ์ใหม่ ๆ  ร่วมกับดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ที่อยู่เหนือชายคาขึ้นไป แล้วเราบวกสระใสลึกเข้าไปอีก พื้นน้ำผิวสระรองรับบัวขาบแซมปะปนด้วยดอกเกนีหรือกนก (Kie-niหรือ Kanaka จนด้วยเกล้า ค้นแล้วยังไม่ได้คำตอบว่าดอกอะไร)สีแดงเข้ม และแทรกด้วยละเมาะดงอมรา (Amra ไม่ทราบว่าต้นอะไรอีกเหมือนกัน)ที่แผ่คลุมไปทั่วให้ร่มเงา พ้นสนามออกไป ในส่วนที่เป็นห้องพระสงฆ์เป็นสี่ระดับ ในระดับต่าง ๆ มีมังกรชูหัว (สงสัยจะเป็นนาค เนื่องจากมีตำนานชื่อหนึ่งของนาลันทาว่า นาลันทา เป็นชื่อพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ในสระบัวใหญ่ ณ บริเวณมหาวิทยาลัยนาลันทาปัจจุบัน ตรงกับคตินิยมของชาวอินเดียในปัจจุบันที่บูชางู มีพิธีเรียกว่านาคปัญจมี มีเมืองชื่อ นาคปุระ) ชายคาทาสี เสาสีแดงวาว ราวบันไดแกะสลักตกแต่งประดับ หลังคามุงกระเบื้องซึ่งสะท้อนแสงแรเงาเบาน้ำหนักหลากหลาย สิ่งเหล่านี้เพิ่มความงามให้กับทัศนียภาพ
ตรงนี้ขอแซมความคิดเล็ก ๆ เกี่ยวกับต้น “กนก” ซักหน่อย เมื่อพูดถึงชื่อบัวชนิดต่าง แขกมีชื่อเรียกเฉพาะชนิด ผมลองค้นดูที่ เวป “พิพิธภัณฑ์บัว” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลคลองหก สรุปมาได้ว่า ภาษาแขกเรียกบัวหลวงสีชมพูว่า “ปทุม” และขยายความออกไปอีกว่า บัวประเภทนี้ในภาษากวีมีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น ปทุม ปทุมมาลย์ ปัทมา โกกนุต เรียกบัวแหลมขาวทรงดอกแหลมสีขาวถึงขาวอมเขียว กลีบดอกไม่ซ้อนว่า บุณฑริก หรือ ปุณฑริก เรียกบัวลักษณะดอกตูมรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมคล้ายพันธุ์ดอกสีชมพูว่า “สัตตบงกช  เป็นต้น  คนไทยไม่แยกเรียกชื่อประเภทบัวเหมือนแขก เรามองภาพรวม ๆว่า “บัว” บัวชนิดใดก็ได้ ผมคาดว่า “กนก” น่าจะเป็นบัวหลวง เหตุผล คือ อยู่ในน้ำแซมอยู่กับบัวขาบ ประเด็นที่สอง ดอกสีแดงเข้ม ประเด็นที่สาม มีชื่อเรียกที่น่าจะเข้ากันได้ คือ โกกนุต ใกล้เคียงกับกนก ประเด็นที่สี่ ในการเขียนลายกนก พื้นฐานการเขียนลายใช้ลักษณะของดอกบัวหลวงเป็นต้นแบบ และให้ความคิดรวบยอดว่า “ดอกบัวหลวง เป็นบ่อเกิดแห่งลายกระหนกสามตัว” ดังนั้นกนก นอกจากจะหมายถึง ทอง หนาม แล้ว น่าจะหมายถึงดอกบัวหลวงชนิดสีแดงได้ด้วย  (ท่านผู้อ่านจะ “ฮา” ความคิดผมก็ได้ ไม่ว่ากัน)
ในด้านความสัมพันธ์กับการปกครองและสังคม ต่างส่งเสริมให้สิทธิและทำหน้าที่ทางจริยธรรม คือ ยอมรับสิทธิในการพัฒนาตนของมนุษย์ และส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาตน  ท่านเสวียนจั้ง หรือ เหี้ยนจั๋ง หรือ ถังซำจั๋ง หรือยวนฉาง (ในภาษาไทยเรียกได้ตามใจ เราคนอ่านก็ต้องติดตามว่าเขาใช้ชื่ออะไรกันบ้าง เฮ้อ เหนื่อย)เล่าไว้ว่า
กษัตริย์แห่งประเทศเคารพและยกย่องพระ และยกภาษีให้ประมาณ ๑๐๐ หมู่บ้านให้ทำหน้าที่ดูแลอารามที่พักสงฆ์ ๒๐๐ ครัวเรือนในหมู่บ้านเหล่านี้ ทุกวันจะต้องถวายข้าวหลายปิกุล (piculs) นมและเนยน้ำหนักหลายร้อยกัตติ (catties) ดังนั้น นักศึกษาที่นี่ จึงมีเสบียงจำนวนมาก ไม่ต้องร้องขอปัจจัยสี่ คือ ผ้า อาหาร ที่พัก และยา นี่คือแหล่งการศึกษาที่สมบูรณ์ ต่อสิ่งที่ได้ดั้นด้นมา
การศึกษาจึงพัฒนาคนได้เต็มที่เพราะไม่มีการศึกษาเพื่อพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง คุณภาพดี เพราะไม่มีอำนาจเงินมาบีบ นักศึกษาจะบีบให้มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาได้ คือ แสดงให้เห็นว่ามีพื้นความรู้แน่น ดังที่ได้เล่าไว้ข้างต้น
นาลันทา เป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาพุทธจากพุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๗ ผลิตปราชญ์ทางพุทธศาสนาเด่นดังหลายท่าน เช่น ท่านนาคารชุน กับศิษย์ใกล้ชิดคืออารยเทวะ (ซึ่งเป็นชาวสิงหลจากเมืองอนุราธปุระ) ท่านธรรมปาละ ศิลาภัทรา ท่านสันตารักขิตะ ท่านกมลาศีลา ท่านภาวิเวกะ ท่านธรรมกีรติ เป็นต้น 
มหาวิทยาลัยนาลันทาสถาปนาขึ้นโดยกษัตริย์กุมารคุปต์ แห่งราชวงศ์คุปตะในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ซึ่งได้กลายมาเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในช่วงกษัตริย์หรรษวรรธนะ พ.ศ. ๑๑๔๙-๑๑๙๐ จากเริ่มต้นจนถึงพินาศไป เรียบเรียงเรื่องราวได้สังเขปได้ดังนี้
จากการศึกษาหลักฐาน คาดว่า มหาวิทยาลัยนาลันทาได้รับการสถาปนาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๗๐ ในสมัยจักรวรรดิคุปตะโดยกษัตริย์กุมารคุปต์ที่ ๑ โอรสของจันทรคุปต์ที่ ๒  คือ สกันตคุปต์ (พ.ศ.๙๙๘-๑๐๐๐) ได้สืบทอดการอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยต่อจากพระราชบิดาโดยการขยายส่วนอำนวยความสะดวกทางกายภาพ ในระหว่างรัชกาลของพระองค์ ราชอาณาจักรถูกรุกรานโดยพวกหุณะ หรือพวกหัน โดยการนำของมหิราคุละผู้รังเกียจพุทธศาสนาอย่างแรง สร้างความปวดร้าวสุดเอ่ยด้วยการทำลายอาคารใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับศาสนา  คาดกันว่าเป็นการทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ช่วงเวลานี้พระอนุชาของสกันตคุปต์ คื่อ ปุราคุปต์และโอรสของปุราคุปต์ คือ นรสิงหคุปต์ (พ.ศ. ๑๐๐๐- ๑๐๑๖) ได้ทำการบูรณะสำนักนาลันทาเพิ่มอาคารใหญ่โอ่อ่าอยู่ในกระบวนการบูรณะด้วย กำหนดเป็นการบูรณะระยะยาว กุมารคุปต์ที่ ๒ (พ.ศ.๑๐๑๖-๑๐๑๙) รับอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยสืบทอดจากผู้อุปถัมภ์องค์ก่อน ๆ  เพิ่มโครงสร้างให้กับอาคารต่าง ๆ มากขึ้น ต่อมากษัตริย์ในราชวงศ์หรรษะ คือ กษัตริย์หรรษวรรธนะ (พ.ศ.๑๑๔๙-๑๑๙๑) เป็นฮินดูผู้มีพระทัยกว้างในด้านศาสนา ได้ขยายการอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ซึ่งป้องกันไม่ให้ถูกทำลายได้ง่าย ๆ  ในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กษัตริย์ หรรษวรรธนะยังเพิ่มอาคารบุทองเหลืองที่เจิดจ้าให้กับกลุ่มอาคารอีกด้วย
มหาวิทยาลัยนาลันทาให้อะไรกับโลก สืบสาวค้นไปมีมาก กล่าวถึงพอเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับศาสนาพุทธในวงกว้าง มีหลักฐานโยงให้เห็นว่าพุทธศาสนาทิเบต (วัชรยาน) มีรากฐานมาจากคณาจารย์นาลันทาตอนปลาย ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ ศาสนาพุทธรูปแบบมหายาน ที่นับถือกันในเวียดนาม จีน เกาหลี และญี่ปุ่น พบหลักฐานในคัมภีร์รุ่นแรก ๆ ภายในกำแพงมหาวิทยาลัยโบราณแห่งนี้ ศาสนาพุทธเถรวาท ที่นับถือกันในศรีลังกา พม่า ไทย กัมพูชา ลาว  และภายหลังเกิดสำนักเถรวาทรหัสยิก (mystic Theravada)ด้วย ก็ได้พัฒนาขึ้นที่นี่ ดังนั้น มหาวิทยาลัยนาลันทาจึงเป็นแหล่งความรู้ของพุทธศาสนาในดินแดนทวีปเอเชียส่วนใหญ่
ความสำคัญของนาลันทาในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยศาสนาดำเนินต่อมาจนถึงประมาณ ค.ศ. ๑๑๙๗ เมื่อมุสลิมเข้ารุกรานภายใต้บักห์ติยาร์ คิลจิ (BakhtiyarKhilji) อาคารมหาวิทยาลัยนาลันทาถูกทำลาย เหตุการณ์นี้เป็นจุดวัดความเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย กล่าวกันว่าคิลจิถามว่ามีคัมภีร์กูรอ่านที่นาลันทาหรือไม่ก่อนที่จะทำลาย เมื่อนักแปลชาวทิเบต ชัก โลตซาวา (ChagLotsawa)ไปเยือนนาลันทาใน พ.ศ.๑๗๗๘ เขาได้เห็นความเสียหายจากการถูกปล้น แต่ยังคงมีพระภิกษุกลุ่มที่รอดตายจำนวนหนึ่งประมาณ ๗๐ คน ออกมาเก็บรวบรวมสิ่งที่เหลือ หลังการทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้สิ้นสุดลง นักประวัติศาสตร์พิจารณาว่าเป็นการยุติความคิดวิทยาศาสตร์ของอินเดียโบราณอย่างกระทันหันในด้าน คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เคมี และสรีรวิทยา
เมื่อการรุกรานของมุลสิมเข้ามาทำลายจนราบลง มหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเคยฟูเฟื่องในอดีตต้องปิดฉากและไม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เมื่อท่านที่ไปเยี่ยมนาลันทา ท่านก็ยังได้เห็นซากจากแหล่งโบราณคดีของอาราม ๑๑ แห่ง และวิหารสร้างด้วยอิฐแดงจำนวนมาก มีพิพิธภัณฑสถานอยู่ใกล้ ๆ เป็นอาคารที่รวบรวมสิ่งของต่าง ๆ ทั้งของพุทธและฮินดู เช่น เครื่องบรอนซ์ จานทองแดง ศิลาจารึก เหรียญ เครื่องปั้นดินเผา และพระพุทธรูปซึ่งขุดพบจากบริเวณมหาวิทยาลัยอารามแห่งนี้ และที่สำคัญ คือ
รัฐบาลอินเดียและหลายชาติในเอเชียมีความคิดร่วมกันที่จะสร้างสถาบัน “นวนาลันทา” ขึ้นมาใหม่ เพื่อระลึกและเชิดชูสถาบันชั้นสูงทางศาสนาที่เคยมีมาในอดีต 
แหล่งอ้างอิงสังเขป
http://en.wikipedia.org/wiki/Nalanda
ภาพถ่ายมหาวิทยาลัยนาลันทาในมุมสูง
ภาพจาก