สัมมนาสังคมศึกษา
สมประสงค์ น่วมบุญลือ
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับด้านสังคมศึกษา โดยใช้ภูมิหลังของสาขาสังคมศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นแนวทาง
ความหมายของสัมมนา
สัมมนา ในความหมายภาษาไทยมาจากภาษาบาลีว่า สํ = ร่วม กับคำว่า มน = ใจ สัมมนาจึงมีความหมายว่าร่วมใจ ร่วมคิด เพื่อไปสู่จุดประสงค์เดียวกัน ดังนั้น ทุกคนจึงจ้องมีจิตที่จะร่วมในการแบ่งปันความรู้ มุมมองเพื่อขยายแวดวงความคิดให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น การสัมมนาที่สมาชิกไม่ได้ร่วมใจในการแสดงความคิดร่วมจิตร่วมใจจึงมิอาขจเป็นสัมมนาได้ การสัมมนาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้ร่วมใจให้ความคิดและมุมมองตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป การสัมมนาโดยบุคคลคนเดียวไม่สามารถเกิดขึ้นได้
สัมมนา จากความหมายภาษาอังกฤษ seminar คำนี้เกิดขึ้นในคริสตศตวรรษที่ ๑๔ ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งมาจากภาษาละตินว่า seminalis จากคำ semin- ซึ่งเป็นรากของคำ “seed” เมล็ด เป็นที่มาของภาษาอังกฤษว่า
seminary และ disseminate ในภาษาละตินว่า seminare เป็นกริยา และseminarium เป็นนามมีความหมายว่า “seed plot, breeding ground,” คือการเตรียมแปลงสำหรับเพาะปลูก
ในความหมายในทางวิชาการโดยทั่วไป หมายถึง
1. การประชุมในหัวข้อเฉพาะ ในช่วงสั้นหรือช่วงเดียว มักเป็นการประชุมเพียงวันเดียวที่มุ่มเวลาให้กับการนำเสนอและอภิปรายในหัวข้อเฉพาะ มักใช้ในระดับสูง หรือระดับวิชาชีพ
2. ชั้นเรียนทางการศึกษาเฉพาะทาง เช่น รายวิชาเฉพาะทางทั้งในระดับปริญญาตรีหรือปริญญสโทภายใต้การนิเทศของคณะวิชาในเรื่องเกี่ยวกับ ความคิด วิธีการเลียบเคียงเข้าไปสู่เป้าหมาย และความคืบหน้าที่จะแบ่งปันความรู้ร่วมกันในหมู่สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม
3. การประชุมของนักศึกษาและผู้นิเทศก์ทางวิชาการ เป็นการประชุมของนักศึกษาในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาหรืออภิปรายกับผู้นิเทศก์ทางวิชาการ หรือกลุ่มซึ่งมีส่วนร่วมในการประชุม
การสัมมนาเป็นการสร้างความคิดใหม่ ๆ และให้อิทธิพลทางความคิด สร้างประจุความสามารถในการพัฒนาความคิดซึ่งก่อรูปแบบที่เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาต่อไป
สัมมนาประกอบด้วยสมาชิกนักศึกษากลุ่มเล็ก ๆ ที่มาพบกับอาจารย์เพื่อการวิจัยค้นคว้าหรืออภิปรายหัวข้อเฉพาะในสาขาประวัติศาสตร์ วรรณดคี หรือสาขาวิชาการอื่น ๆ สัมมนาเป็นเรื่องปกติในการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป สมาชิกในการสัมมนาต้องมีการเตรียมตัวศึกษาค้นคว้า และวิเคราะห์งานมาในระดับหนึ่ง
วัตถุประสงค์ของการสัมมนา
การสัมมนาสังคมศึกษา เป็นการเตรียมตัวเพื่อสร้างความพร้อมในวิชาชีพครูสังคมศึกษา ซึ่งประกอบด้วย
๑. การทบทวนความรู้ที่ได้ศึกษามาทั้งหมดว่า มีสิ่งใดที่ยังขาดตกบกพร่อง เมื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนนักเรียนแล้ว ยังไม่มีความมั่นใจ
๒. สำรวจแหล่งความรู้เพื่อการซ่อมเสริมเติมเต็มนั้น คือการแสวงหาแหล่งความรู้ที่จะต้องนำมาใช้นั้น จะต้องรู้ประเด็นที่ต้องการ แหล่งความรู้ที่ตรงประเด็น วิธีการเข้าไปถึงแหล่งความรู้ และมีวิธีการนำความรู้นั้นมาใช้
๓. เพิ่มพูนประสบการณ์ในการนำเสนอ ทั้งในด้านสาระเนื้อหา วิธีการ มุมมองการสนับสนุนหรือแย้งด้วยหลักเหตุผล และหลักฐานประจักษ์
๔. ถ้าเป็นไปได้ควรศึกษาจากที่เป็นหลักฐานเชิงทฤษฎีและสภาพการณ์ที่เป็นจริงแล้วนำมาสัมมนา จะเป็นการเพิ่มวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้น (เป็นการศึกษาในแนวอุปนัยวิทยาศาสตร์)
วิธีการสัมมนา
ประเด็นสำคัญของการสัมมนา คือ สมาชิกสัมมนาจะต้องเสนอข้อมูลที่ตนเองได้ศึกษามาพร้อมความคิดเห็นในมุมมองที่ตนเองได้วิเคราะห์มา และถือว่าเป็นมุมมองหนึ่ง แต่ละมุมมองจะช่วยให้เกิดมุมมองได้หลายแง่มุม การสัมมนาไม่ได้มุ่งหวังว่าจะได้คำตอบที่ถูกหรือผิด แต่ต้องการมุมมองที่หลากหลาย ผลของสัมมนาไม่เน้นที่การนำไปใช้ แต่นำไปเป็นองค์ประกอบในการคิดเพื่อพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป สมาชิกที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นจึงถือได้ว่าไม่มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลและความคิด เป็นการรับแต่ฝ่ายเดียว การสัมมนาที่ดี คือสมาชิกทุกคนต้องเสนอข้อมูลและความคิดเห็นต่อที่ประชุม
การศึกษาข้อมูลเพื่อการสัมมนา
๑. ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จากการเข้าไปสัมผัสกับข้อมูลโดยตรง เป็นระบบ และเป็นไปตามหลักของเหตุและผล การเข้าไปสัมผัสข้อมูลโดยตรง เรียกว่า การสังเกต จากตาหู จมูก ลิ้น กาย และต้องสังเกตในสภาพที่เป็นปกติ ตรงตามสภาพเป็นข้อเท็จจริงที่สุด ปราศจากอคติ พร้อมทั้งภาวะเงื่อนไขอัตนัย (คือ ภาวะที่แต่ละคนสังเกตแล้วผลอาจต่างกัน เช่น ความสมบูรณ์ของอวัยวะที่สังเกต สติปัญญา ความรู้ ประสบการณ์ ความเป็นกลาง ) และเข้าใจภาวะเงื่อนไขปรนัย (คือสิ่งที่ทุกคนสังเกตแล้วจะแปลความตรงกัน ซึ่งได้แก่ ปรากฎการณ์ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ได้จัดไว้ดีแล้ว ปรากฎการณ์ธรรมชาติหลายอย่างที่เราไม่สามารถเข้าใจได้) ดังนั้น การจะเข้าไปศึกษาข้อมูลปฐมภูมิจึงต้องมีการเตรียมการ เช่น ศึกษาข้อมูลพื้นฐานมาก่อน
เตรียมอุปกรณ์เพื่อช่วยบันทึกในการสังเกต การแบ่งหน้าที่เพื่อช่วยการสังเกตได้หลายแง่มุม การติดตามกำกับงานให้เป็นไปตามแผน การบรรณาธิกรณ์ การเตรียมนำเสนอ
๒. ข้อมูลขั้นทุติยภูมิ คือข้อมูลที่มีผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว เมื่อนำมาประกอบการสัมมนาต้องมีการประเมินเบื้องต้น คือ สาระตรงประเด็นหรือไม่ ความทันสมัยของผลงาน ความน่าเชื่อถือของผู้นำเสนอผลงาน ความเป็นเหตุเป็นผลที่ปรากฏในผลงาน
บทบาทของสมาชิกในการสัมมนา
สมาชิกทุกคนจะต้องร่วมกันสำรวจสิ่งที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม วางแผนกิจกรรมการสัมมนาตลอดภาคเรียน และต้องมีการพบปะกันเป็นประจำเพื่อการกำกับติดตามผลและปรับปรุงแก้ไข สมาชิกต้องเปลี่ยนเวียนกันเรียนรู้บทบาทในการทำหน้าที่ เรียนรู้การเป็นผู้นำผู้ตาม บทบาทที่เป็นหลัก คือ
ประธานสัมมนา ทำหน้าที่ควบคุมการดำเนินการสัมมนา กระตุ้นให้สมาชิกแต่ละคนเสนอความคิด ควบคุมการนำเสนอให้ตรงประเด็น กระจายโอกาสการนำเสนอของสมาชิก จับประเด็นที่สมาชิกนำเสนอ สรุปประเด็น
รองประธานสัมมนา (ถ้ามี) ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานการสัมมนา
เลขานุการ ทำหน้าที่ประสานงานสมาชิกภายในกลุ่มในการแบ่งภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสัมมนา จดบันทึกรายงานประเด็นสาระของการประชุม จัดพิมพ์รายงานการประชุมให้สมาชิกอ่านก่อนการสัมมนาครั้งต่อไป
ผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) ทำหน้าที่ช่วยเลขานุการ
สมาชิกสัมมนา ศึกษาค้นคว้าประเด็นสาระ วิเคราะห์เบื้องต้นที่จะสัมมนา (ปกติจะเขียนใส่กระดาษการ์ดที่ใช้บันทึกประเด็น ขนาด ๓ นิ้ว X ๕ นิ้ว) นำเสนอความคิดด้วยหลักฐานประจักษ์และ/หรือมีเหตุผล การนำเสนอต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ การจะนำเสนอต้องยกมือขออนุญาต เมื่อประธานอนุญาตจึงนำเสนอ และต้องแบ่งปันเวลาให้สมาชิกผู้อื่นได้นำเสนอความคิด ไม่ผูกขาดแต่ผู้เดียว
อาจารย์ที่ปรึกษา แนะนำรูปแบบ วิธีการสัมมนา เสริมประเด็นทางลึกที่นักศึกษายังศึกษาลึกลงไปไม่ถึง ตั้งประเด็นปัญหาที่นักศึกษามองข้ามไป
การจดรายงานการสัมมนา
|
รายงานสัมมนาสังคมศึกษา ครั้งที่ ..
เรื่อง ………………………………………
ณ ห้อง……………………………………….
วันที่… เดือน………………….พ.ศ………..
รายชื่อผู้เช้าประชุม
๑ ……………………………………… ประธานการสัมมนา
๒ ………………………………………
๓. ………………………………………
๔. ………………………………………
๕ ……………………………………… เลขานุการ
ผู้ไม่มาประชุม
๑. ………………………………………
อาจารย์ที่ปรึกษา
๑. ………………………………………
๒. ………………………………………
๓ ………………………………………
เอกสารประกอบการประชุม ประกอบด้วย (ถ้ามี)
………………………………………
เริ่มประชุม เวลา………… น.
วาระที่ ๑ รับรองรายงานประชุม
วาระที่ ๒ ………………………………………
วาระที่ ๓ ………………………………………
วาระที่ ๔ ………………………………………
วาระที่ ๕ ประเมินผลการสัมมนา
ด้านความรู้ ………………………………………
ด้านบรรยากาศ ………………………………………
ข้อเสนอแนะ ………………………………………
สิ้นสุดการประชุม เวลา…………………. น.
(……………………………………………………..)
ผู้จดรายงานการประชุม
|
รูปแบบการบันทึกสิ่งที่ได้ค้นคว้าเพื่อนำมาใช้ประกอบการสัมมนา
|
ชื่อหนังสือ
ผู้แต่ง…………………………………….. สำนักพิมพ์……………………เมืองที่พิมพ์…………………..…ปี…………..
ชื่อเรื่อง……………………………………………………….
ประเด็นสาระ………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
|