<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268</id><updated>2011-07-30T11:20:12.598-07:00</updated><category term='หลักเหตุผล'/><category term='หลักแห่งเหตุผล ๐๒'/><category term='การทำนาย'/><category term='หลักแห่งเหตุผล ๐๓'/><category term='หลักแห่งเหตุผล ๔'/><title type='text'>SCIRE SOMPRASONG</title><subtitle type='html'>Scire Somprasong  เป็นบล็อกที่เป็นเรื่องในแนววิชาการ โดยเฉพาะการคิด และเหตุผล เพื่อนำไปใช้ในการคิด สอน ศึกษา สำหรับครู หรือ ผู้สนใจ คำที่ใช้ในบล็อกนี้ อาจไม่คุ้นเคย เพราะผู้นำเสนอต้องการใข้คำที่คิดว่าใกล้เคียงกับ ความหมายที่ผู้เขียนเข้าใจที่ี่สุด และผู้อ่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วย เพราะเป็นการมองคนละมุมกัน</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>8</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268.post-7087099123804341771</id><published>2009-07-18T08:43:00.000-07:00</published><updated>2009-07-18T09:16:11.817-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หลักเหตุผล'/><title type='text'>การนิยามศัพท์</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;การนิยามศัพท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;ความหมาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ในการสนทนาและการอ้างเหตุผล เราต้องใช้คำที่มีความหมายตรงกัน คำเดียวกันคนหนึ่งตีความหมายหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งอาจตีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง เช่นเราพูดว่า คนดี ๆ เราอาจหมายถึง คนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต มีคุณธรรม แต่อีกความหมายหนึ่งเราอาจหมายถึงกริยาคนด้วยความระมัดระวัง ดังนั้น ในการสนทนาและอ้างเหตุผลเราจึงสื่อความหมาย ตรงกัน&lt;br /&gt;การนิยาม คือ ความพยายามในการจำกัดขอบเขตความหมายให้มีการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน ความหมายของคำมีความสำคัญ เพราะเหตุว่าเมื่อไม่ทราบความหมายของคำ ก็ไม่สามารถใช้คำได้ถูกต้อง&lt;br /&gt;คำบางคำไม่มีความหมาย เช่น “เฮอห” “เหยิย” “เกอม”&lt;br /&gt;คำบางคำมีมากกว่า ๑ ความหมาย ถ้าสื่อสารแปลความหมายไม่ตรงกัน ก็ทำให้การสื่อสารผิดพลาด เช่น สองโมง อาจหมายถึง แปดโมงเข้า หรือ บ่ายสองโมงก็ได้ ซึ่งคำประเภทนี้ถือว่าเป็นคำคลุมเครือ คือ คำมีความหมายมากกว่า ๑ ความหมาย&lt;br /&gt;ความหมายของคำประกอบด้วยวิถีแห่งการใช้ซึ่งเป็นไปตามกระแส เมื่อการใช้คำแปรเปลี่ยนไปจากกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง จากช่วงเวลาหนึ่งไปสู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง ความหมายก็เปลี่ยนไป การอยู่ร่วมกันในสังคม คำที่ใช้ในการสื่อสารมีเพียงพอ เนื่องจากเป็นคำที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้และสะสมมานาน ในชีวิตประจำวันเราเข้าใจคำที่ใช้ในการสื่อสารจากคำที่บรรพบุรุษได้ใช้ส่งทอดกันมา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;คำขยายความ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;คำขยายความ กล่าวกันว่า “เป็นระดับพื้นฐานที่สุดของความหมาย” คำสามารถมีการขยายความหรือใช้ความหมายแทนได้ การขยายความหรือการใช้ความหมายแทนของคำเป็นสิ่งซึ่งคำอ้างไปถึง คือ บุคคล เหตุการณ์ สัตว์ สี หรือ สื่งอื่น ๆ การขยายความหรือการใช้ความหมายแทนคำที่มีอยู่ตามปกติซึ่งได้ใช้มาก่อนแล้ว ถ้าเราสนทนาถึงบางสิ่ง เราอาจใช้คำใหม่ (หรือคำเก่า)มาขยายความ หรือ ใช้แทนความหมายได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ความตั้งใจในการใช้คำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยหนึ่งของความหมาย คือ กล่าวถึงคำแสดงความตั้งใจ ในขณะที่การขยายความประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่คำโยงไปถึงความตั้งใจ ประกอบด้วยลักษณะซึ่งต้องมีการเสนอในการใช้คำอย่างเหมาะสม ความตั้งใจของคำบางครั้งเรียกว่า เป็นเกณฑ์กำหนดความ&lt;br /&gt;ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ๒ เทอมอาจมีความหมายต่างกัน แม้ว่าทั้ง ๒ คำมีการขยายความเหมือนกัน การกล่าวถึงความตั้งใจของการใข้คำแตกต่างกันแม้ว่าจะอ้างถึงสิ่งเดียวกัน เทอมว่า “น้องป็อบเป็นนักศึกษาน่ารักที่สุดในมหาวิทยาลัย” กับ “น้องป็อบเป็นนักศึกษาเก่งที่สุดในมหาวิทยาลัย” อาจเกิดขึ้นได้ในนักศึกษาที่โยงไปถึงคนเดียวกัน แต่ความตั้งใจของเทอมเหล่านี้ มีความแตกต่างกัน เทอมหนึ่งมุ่งที่ลักษณะของพฤติกรรมภายนอก อีกเทอมหนึ่งมุ่งที่ความสามารถทางสมอง&lt;br /&gt;ความตั้งใจในการแสดงออกประกอบด้วยคุณภาพหรือลักษณะที่ต้องเสนอออกมาในสภาพการณ์ที่ต้องแสดงออก อย่างเหมาะสมกับการใช้ในสภาพการณ์นั้น ในการรู้ถึงความตั้งใจของการแสดงออก คือ การทราบว่าจะใช้มันอย่างไร การแสดงออก ความหมายบางอย่างไม่ได้มีความตั้งใจ ความตั้งใจก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีความหมายเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;คำความหมายคล้ายกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;คำที่มีความหมายคล้ายกันประกอบด้วยภาวะทางทางอารมณ์ซึ่งคนทั้งหลายโน้มไปสู่ประสบการณ์เมื่อเขาใช้หรือได้ยิน ข้อความแสดงออก คำที่ใช้เพื่อบีบบังคับอารมณ์ คำความหมายคล้ายคลึงกันเป็นส่วนหนึ่งของความหมาย จึงต้องระมัดระวังในการใช้ และไม่ใช้คำที่มีความหมายคล้ายคลีงกัน หรือกำหนดให้ตรงกับความหมายที่จะใช้โดยเฉพาะในการอ้างพิสูจน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ความคลุมเครือ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;บริบทกับความคลุมเครือ (กำกวม)&lt;br /&gt;คำเกือบทั้งหมดมีความหมายมากกว่า ๑ ความหมาย ในพจนานุกรมจะลำดับรายการนิยามความหมายของคำหนึ่งไว้ ถ้าคำมีความหมายเดียว เราอาจมีความสับสนเช่นกัน เราต้องความคล่องในการใช้คำจำนวนมาก&lt;br /&gt;บริบทจะให้ความชัดเจนของคำที่มีมากกว่า ๑ ความหมาย เมื่อตั้งใจใจคำนั้น คำในประโยคหนึ่งหรือ ในประโยคอื่นในย่อหน้าจะบ่งชี้ความหมายของคำที่ใช้ บริบทจะแสดงกฎออกมาทั้งหมดยกเว้นความหมายในเทอม&lt;br /&gt;บริบทจึงเป็นสิ่งสำคัญซึ่งผู้ทำพจนานุกรมและบุคคลอื่นผู้แสวงหาความรู้ที่แม่นตรงเกี่ยวกับการรวบรวมวิธีการใช้คำ ในบริบทซึ่งพวกเขาใช้อยู่ เป็นไปได้ว่าการหาที่มาความหมายคำที่ไม่คุ้นเคยได้จากการดูบริบทที่ปรากฏ ลองพิจารณา ความหมายของคำ “แห้ว”&lt;br /&gt;เพื่อนเราแห้วไปซะแล้ว&lt;br /&gt;แห้วในบริบทนี้ ย่อมหมายถึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่หัวพืช&lt;br /&gt;คำว่า ”กอก“ ปรากฏอยู่ในนิราศเล่มหนึ่ง ความว่า&lt;br /&gt;“ถึงบางกอกกอกเลือดให้เหือดโรค”&lt;br /&gt;การกอกต้องจุดเทียนสั้นใส่ก้นถ้วย แล้วคว่ำลงบนหัวฝีที่แก่เต็มที่ เรียกว่ากอกฝี ดูดหนองหัวฝีรวมทั้งเลือดเสียออกหมด&lt;br /&gt;แต่ “เข่งไม้ไผ่” ถ้าไม่ได้กำหนดบริบทไว้ อาจแปลความได้ต่างกัน เข่งไม้ไผ่ที่ราชบุรี หมายถึง ภาชนะที่ใส่ผลไม้ ผัก แต่เข่งที่อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี หมายถึงกระจาดหาบสำหรับใส่อาหารไปทำบุญ&lt;br /&gt;เมื่อบริบทไม่ได้สร้างกฎความหมายทั้งหมดของเทอมออกมาเพียงเทอมเดียว เทอมนั้นกล่าวว่าเป็นเทอมที่มีความ คลุมเครือในบริบท ความคลุมเครืออาจขจัดออกได้จากการดัดแปลงบริบท จากการแทนด้วยเทอม หรือจากการกำหนดนิยาม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;คำความหมายสองนัย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;เมื่อข้อความที่แสดงออกความหมายไม่คลุมเครือและคงความหมายตลอดเรื่อง ประการนี้เรียกว่าคำความหมายเดียว (univocal) ถ้าข้อความที่แสดงออกเหมือนกันแต่ไม่ได้คงความหมายเดียวเอาไว้เราเรียกว่าคำสองนัย (equivocal) คำนิยามเหล่านี้ไม่ได้ใช้ตามรูปแบบปกติทั่วไป แต่ใช้สนองความประสงค์ของการจำแนกระหว่างการเกิดขึ้นของคำหนึ่งคำ กับคำที่เป็นไปได้ว่ามีตั้งแต่สองความหมายขึ้นไป (คลุมเครือ) และตั้งแต่การเกิดขึ้นของคำหนึ่งที่มีความหมายเป็นไปได้ตั้งแต่ สองความหมายขึ้นไป (คำสองนัย)&lt;br /&gt;คำความหมายสองนัยอาจสร้างความไม่แน่นอนและสับสน เมื่ออ่านในเรื่องที่ตีความได้สองนัย เราอาจไม่ทราบ ความหมายที่สนับสนุนนั้นเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เราอาจไม่ทราบความหมายที่เขากำหนดไว้ในการปรากฏครั้งแรกกับสิ่งที่กำหนด ในครั้งที่สอง คำคำเดียวกัน ดังนั้น เราจะถือว่าเป็นความหมายเดียวกัน แต่ก็ไม่แน่นอน&lt;br /&gt;สรุปว่า แม้ว่าคำหนึ่งอาจมีความหมายแตกต่างกัน คำถูกใช้ในฐานะทำให้เกิดของความกระจ่าง ถ้าคำนั้นมีความหมาย เดียวกันตลอดเรื่อง ถ้าไม่เป็นดังเช่นว่าก็เป็นคำสองนัย การใช้คำสองนัยทำให้ข้อสรุปตามมา ดูเหมือนว่ามันไม่ได้ผูกกับ การอ้างผิดพลาดของสองนัย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ความคลุมเครือ ความคลุมเครือ หมายถึงคำที่มีมากกว่า ๑ ความหมาย ผลของการใช้คำมีเหตุผลสัมพันธ์กับส่วนอื่น อาจมีการแปลความหมายได้มากกว่า ๑ ความหมาย และทำให้การสื่อสารไม่ตรงกัน ความคลุมเครือนั้นสามารถขจัดได้ด้วยการเขียนข้อความใหม่ที่บ่งความหมายที่ชัดเจนเพียงความหมายเดียว&lt;br /&gt;เพื่อแก้ปัญหาความหมายของคำดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดของเขตของคำ เรียกว่า นิยามศัพท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;การนิยามศัพท์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ความหมายของนิยาม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;นิยาม ความหมายเดียวกับ นิยม ตามตัวอักษรแปลความว่า กำหนด การนิยาม คือการกำหนดขอบเขตความหมายนั่นเอง (&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;มีปรากฏในบทความบางบทเกี่ยวกับทักษะทางวิทยาศาสตร์ ใช้คำว่า “การกำหนดนิยาม” ถ้าแปลความตามศัพท์ต้องแปลว่า "การกำหนดกำหนด" เป็นความซ้ำหรือไม่ เสนอให้พิจารณาด้วย&lt;/span&gt;)&lt;br /&gt;นิยาม คือ การกำหนดความหมายของคำ เทอม วลี สัญลักษณ์ หรือ อื่น ๆ ซึ่งมุ่งในการส่งทอดความหมาย ไปยังผู้อื่นในลักษณะที่เป็นรูปแบบและเข้าใจความหมายตรงกัน&lt;br /&gt;ภาษาเป็นเครื่องมือที่มีความสลับซับซ้อน เราเรียนรู้การใช้ภาษาอย่างเหมาะสม จากการสังเกตและการเลียนแบบผู้คน ที่เราพบปะ หรือจากหนังสือที่เราอ่าน อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดต่อการเรียนรู้แบบอรูปนัยนี้ และวิธีการสังเกตตามปกติทั่วไป หรือการเลียนแบบก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้น เราจึงรู้สึกว่ามีความจำเป็นของการสอน แบบรูปนัย หรือ การอธิบายความหมาย ของเทอม&lt;br /&gt;เมื่อมาพบคำที่ไม่คุ้นเคยทั้งในการสนทนาหรือการอ่าน ซึ่งความหมายไม่ชัดเจนในสาระเนื้อหา ดังนั้น จึงจำเป็น ค้นหาว่าคำนั้นมีความหมายอะไรเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้ว ความประสงค์หนึ่ง ของ การนิยาม คือ การเพิ่มศัพท์ คำนิยามมี ๒ ส่วน คือ ศัพท์ และคำอธิบายศัพท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ส่วนประกอบของนิยามศัพท์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ศัพท์&lt;/span&gt; (definiendum) คึอ คำ กลุ่มคำ สัญลักษณ์ หรืออื่น ๆ ที่จะต้องกำหนดขอบเขตความหมาย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;คำอธิบายศัพท์&lt;/span&gt; (definiens) หรือส่วนนิยาม คือ คำหรือกลุ่มคำที่บอกขอบเขตความหมายของศัพท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหมายเหล่านี้ มีความหมายเดียวกับศัพท์ แต่ต้องระมัดระวังว่า คำอธิบานศัพท์หรือส่วนนิยามไม่ใช่ความหมายของส่วนศัพท์ แต่เป็น สัญลักษณ์หรือกลุ่มสัญลักษณ์ ซึ่งมีความหมายเดียวกับส่วนศัพท์ และ&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;คำที่ปรากฏอยู่ในคำอธิบายศัพท์ต้องไม่มีคำศัพท์ปรากฏอยู่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;&lt;br /&gt;คำนิยาม(Definition)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ศัพท์ (Definiendum)&lt;/span&gt;                                 +   &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ส่วนนิยาม(Definiens)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;คำที่ต้องการกำหนดขอบเขตความหมาย         คำซึ่งกำหนดขอบเขตความหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่าง เช่น มนุษย์เป็นสัตว์ใช้เหตุผล&lt;br /&gt;มนุษย์ เป็น ศัพท์&lt;br /&gt;สัตว์ใช้เหตุผล เป็นกลุ่มคำที่กำหนดชอบเขตความหมายของศัพท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;คำความหมายกว้าง หรือ คำที่ไม่มีขอบเขต (vague)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;คำซึ่งใช้แทนสิ่งต่าง ๆ หรือคุณภาพ มีหลายคำที่มีความหมายไม่แน่นอน ดังนั้น นิยามเป็นคำพูด เพราะว่า คำมีความหมาย แต่ถ้าเป็นสิ่งอื่นไม่มีความหมายแน่นอน คำใช้แทนสิ่งต่าง ๆ หรือคุณภาพต่าง ๆ บางครั้งมีความหมายกว้างหรือกำกวม แม้แต่คำที่มีความหมายง่าย ๆ เช่น "สีแดง" เป็นกรณีตัวอย่างที่เราอาจไม่แน่ใจว่ามันแดงจริงหรือไม่ในการเรียกว่า "สีแดง" เพราะว่า คำขาดขอบเขตแน่นอน เราไม่สามารถรู้ได้ว่าแดงที่กล่าวถึงแดงอย่างไร มีหลายสิ่งที่เราไม่แน่ใจ ดังเช่นสีแดง&lt;br /&gt;ความประสงค์ ๒ ประการในการสนทนาประจำวัน คือ&lt;br /&gt;๑. เราสามารถจัดหาคำนิยามแน่นอนตายตัวสำหรับคำปกติทั่วไป ในเมื่อคำนั้นไม่ได้ต้องการใช้ในขอบเขตกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด&lt;br /&gt;๒. คำปกติทั่วไปไม่มีขอบเขตแน่นอน&lt;br /&gt;คำที่มีปัญหาคือคำที่กำกวมและคำที่กว้าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;คำกำกวม หรือคลุมเครือ (ambiguous)&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เมื่อเรากล่าวว่าคำกำกวม เราหมายถึงว่า คำนั้นมีมากกว่า ๑ ความหมาย ตัวอย่างเช่นเมื่อเรากล่าวกล่าวถึงคำว่า เกม คำนี้กำกวม ในความหมายนี้เรากล่าวได้ว่า เกมมีความหมายอย่างน้อย ๓ ความหมาย คือ&lt;br /&gt;๑. ลักษณะการแข่งขันต่าง ๆ&lt;br /&gt;๒. การจบสิ้น&lt;br /&gt;๓. การตกปลา ล่านกหรือ สัตว์อื่น&lt;br /&gt;ความหมายของคำกำกวมนี้ คำอาจไม่ได้ใช้ตามกฎอย่างเคร่งครัด และอาจขาดขอบเขตกำหนด แน่นอน และอาจไม่กำกวมในบริบทเฉพาะ&lt;br /&gt;คำกำกวม นักตรรกวิทยาใช้ในวิถีทางที่แตกต่างออกไป เมื่อนักตรรกวิทยาใช้ก็มักจะสัมพันธ์กับบริบท เฉพาะ เมื่อนักตรรกวิทยากล่าวว่า คำกำกวม หมายถึงว่า ในบริบทที่แน่นอน มันสามารถเข้าใจเป็นได้ อย่างน้อย ๒ ทาง บ่อยครั้งที่เราไม่ได้ร่องรอยเพียงพอว่าเรากำลังใช้คำนั้นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือว่า สิ่งที่เราพูด สร้างความกำกวมต่อผู้อื่น ตัวอย่างเช่น เราสามารถจินตนาการถึงสภาพแวดล้อม ถ้าบางคนกล่าวว่า เขากำลังจะไปสถานี เราไม่ทราบว่าเขากำลังไปสถานีตำรวจ หรือสถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่ง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;คำความหมายกว้าง (Vagueness)&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;คำความหมายกว้างแสดงออกมาแตกต่างกัน ๓ ทางตรรกวิทยา คำที่มีความหมายกว้าง หมายถึงว่า&lt;br /&gt;๑. ในบริบทที่กำหนด คำนั้นมีความหมายไม่ชัดเจน หรือ&lt;br /&gt;๒. คำนั้นไม่ได้บ่งชี้จำนวน ระดับ หรืออื่น ๆ ของบางสิ่งเพียงพอ หรือ&lt;br /&gt;๓. สิ่งที่มีอยู่ภายใน คือ คุณสมบัติในการใช้คำ ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้คำในบริบท&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น คำว่า เก่ง ดี เหมาะสม ถูกต้อง ในความหมายนี้ เราไม่อาจตัดสินเด็ดขาดเกี่ยวกับการใช้คำสำหรับสถานการณ์เฉพาะได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขตแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ความประสงค์ของการนิยามศัพท์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ความประสงค์ของการนิยามศัพท์ คือ การสร้างความหมายของคำให้ชัดเจน และเพื่อความสะดวกในการ สื่อสารความคิดอย่างราบรื่น ในส่วนที่ลึกซึ้ง นิยามสนองความประสงค์ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;๑. &lt;span style="color:#6600cc;"&gt;เพื่อเพิ่มศัพท์&lt;/span&gt; (To Increase Vocabolary) บางครั้งมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น เรายังไม่เคยมีคำหมายถึงสิ่งนั้น เราต้องนิยามศัพท์ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น เมื่อประเทศไทยได้รับรู้เกี่ยวกับ Radio เรามากำหนดศัพท์เป็นวิทยุ telivision เป็นโทรภาพหรือโทรทัศน์ Video วีดิทัศน์ Vision วิสัยทัศน์&lt;br /&gt;๒. &lt;span style="color:#6600cc;"&gt;เพื่อขจัดความคลุมเครือ&lt;/span&gt; (To Eliminate Ambiguity) เมื่อเราเผชิญกับคำที่มีมากกว่า ๑ ความหมาย หรือคำที่ใช้มีมากกว่า ๑ ความหมาย การนิยามเป็นการกำหนดซึ่งจัดเตรียมความหมายแน่นอนตายตัวจาก การอ้างถึงสาระเนื้อหาที่แท้ ประการนี้ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการอ้างเหตุผลผิดตรรกะแบบ equivocative บางครั้งภาษากำกวมนำไปสู่การโต้แย้งซึ่งเป็นเพียงคำพูด ความไม่สอดคล้องที่ปรากฏบางประการ มีผลไม่เพียงแต่ ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ยังเกิดความแตกต่างในการใช้เทอมขึ้นมา เราสามารถแก้ปัญหาการโต้แย้งได้ จากการชี้คำกำกวมออกมา เราอาจทำสิ่งนี้จากการให้นิยามของเทอมแตกต่างกัน ๒ ประการ จนกระทั่ง ความหมายที่แตกต่างกันสามารถแยกความเด่นชัดและขจัดความสับสนออกไป&lt;br /&gt;๓. &lt;span style="color:#6600cc;"&gt;เพื่อทำความหมายให้ชัดเจน&lt;/span&gt; (To Clarify Meaning) เราขจัดความกำกวมของคำโดยการกำหนด ขอบเขตของคำ แต่เมื่อเราต้องการใช้คำโดยไม่รู้ข้อจำกัดของคำที่นำไปใช้ หรือแม้เราจะรู้ ความหมายของคำนั้น ความหมายหนึ่งก็ตาม ความประสงค์การนิยาม คือ การทำความกระจ่างความหมาย ในการทำความกระจ่างให้กับเทอม คือ การลดความหมายที่กว้างของคำ ซึ่งทำได้โดยการให้นิยามเทอม ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจในการใช้เทอม ในสภาพการณ์ที่กำหนดให้ได้ คำมีความหมายกว้าง บางครั้งจะสับสนกับ คำกำกวม และเป็นไปได้ว่า คำนั้นมีความหมายกว้างและกำกวมในขณะเดียวกัน แต่กำกวมกับความหมายกว้าง เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ดังได้ชี้ให้เห็นแล้วในตอนต้น คำที่มีความหมายกว้างเกิดขึ้นเมื่อ เราพิจารณา "กรณีเส้นเขตแดน" ผลลัพธ์ของการตัดสินใจจากกรณีเส้นเขตแดน อาจแก้ไขได้จากการให้นิยาม เทอมที่มีความหมายกว้าง ซึ่งจะทำความชัดเจน ไม่ว่าจะนำไปใช้ในกรณีเฉพาะหรือไม่ ตัวอย่าง เช่น ความหมาย ของเทอมประชาธิปไตย เป็นการยากที่จะตัดสินว่า ประเทศหนึ่งเป็นประชาธิปไตยหรือไม่&lt;br /&gt;๔. &lt;span style="color:#6600cc;"&gt;เพื่ออธิบายเชิงทฤษฎี&lt;/span&gt; (To Explain Theoretically) ความประสงค์ของการนิยามเป็นเพียงการอธิบาย ทฤษฎีไม่ได้มุ่งในการเพิ่มศัพท์ แต่เพื่อสร้างความสะดวกในทางทฤษฎีและสร้างลักษณะที่จะใช้ประโยชน์ ในทาง วิทยาศาสตร์ของสาระเนื้อหาในสิ่งที่จะไปประยุกต์ใช้ ตัวอย่างเช่น เมื่อนักวิทยาศาสตร์นิยาม "แรง"&lt;br /&gt;แรง คือ ผลของมวลคูณอัตราเร่ง หรือ f = ma&lt;br /&gt;f คือ แรง m คือ มวล a คือ อัตราเร่ง&lt;br /&gt;วัตถุประสงค์ของการนิยามไม่ได้ทำความกระจ่างในคำกำกวม แม้ว่ามันจะลดความหมายที่กว้างของเทอม แรง การนิยามนี้มุ่งให้ความสนใจต่อคำในฐานะที่เป็นความหมายคุณสมบัติในสาระเนื้อหาของทฤษฎี เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อ การเข้าใจมากที่สุด&lt;br /&gt;๕. &lt;span style="color:#6600cc;"&gt;เพื่อสร้างอิทธิพลต่อเจตคติ&lt;/span&gt; (To Influence Attitudes) ความประสงค์ในที่นี้ไม่ใช่การขจัดความกำกวม และความกว้างของคำ แต่เพื่อปลุกอารมณ์ของผู้ฟังหรือผู้อ่านในวิถีซึ่งกำหนดไว้แน่นอน เป็นการสร้างอิทธิพล ต่อเจตคติ ในที่นี้ไม่ได้มุ่งให้ความหมายตามลักษณะตามตัวอักษรของเทอม แต่เป็นการส่งทอดคุณค่า ทางอารมณ์ที่เด่นชัด (the loudatory emotive value) ซึ่งสะดุดใจ ภาษาการนิยามนั้นไม่ได้เป็นการให้สารสนเทศ แต่ทำหน้าที่ในการแสดงออก&lt;br /&gt;วิธีการนิยาม&lt;br /&gt;วิธีการอธิบายความหมายของคำที่ใช้กันทั่วไปที่สุด คือ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;๑. โดยคำที่มีความหมายเหมือนกัน&lt;/span&gt; (by synonym) เราใช้คำที่มีความหมายตอบคำถามว่า " x คือ อะไร" ลักษณะนี้เรียกว่า นิยามโดยการแปลศัพท์ ซึ่งทำได้โดย&lt;br /&gt;ก. การยกนิรุกติ คือการยกรากศัพท์มากำหนดความหมาย เช่น&lt;br /&gt;ธรรมชาติ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเอง&lt;br /&gt;ธรรมชาติ มาจาก ธรรม มีความหมายว่า สิ่ง และชาติ มีความหมายว่า เกิด ดังนั้น ธรรมชาติ จึงมีความหมายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเอง&lt;br /&gt;ญาณวิทยา คือ ความรู้ในการแสวงหาความรู้&lt;br /&gt;ญาณ แปลว่า รู้ กับ วิทยา แปลว่า ความรู้ รวมความแล้ว แปลว่า ความรู้ในการแสวงหาความรู้&lt;br /&gt;ข. การยกไวพจน์ คือการยกคำที่มีความหมายเหมือนกันมากำหนดความหมาย เช่น ศอคือคอ อัสดรคือม้า วารีคือน้ำ ดามพ์คือทองแดง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;๒. โดยการยกตัวอย่าง &lt;/span&gt;(by example)รูปของการนิยามแบบนี้บรรจุการอธิบายความหมายของคำ โดยการ ยกตัวอย่าง เช่น สีเหลือง คือ สีของดอกบานบุรี สีของจีวรพระ สีของเนื้อฟักทอง สีของเปลือกกล้วยสุก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;๓. โดยการวิเคราะห์&lt;/span&gt; (by analysis)การนิยามโดยการวิเคราะห์หรือ การแยกประเภท บรรจุการบ่งชี้ประเภทของ สิ่งที่เด่นชัดจากเทอม เช่น การบ่งชี้ประเภท ชนิด ซึ่งเทอมเป็นสมาชิกอยู่และชี้ลักษณะเฉพาะออกมา ซึ่งประเภทหรือชนิดนั้น ไม่ได้มีอยู่ในชั้นอื่น กล่าวได้อีกอย่างเป็นการชี้ออกมาโดยประเภท ชนิด และ ความแตกต่างเฉพาะ เป็นรูปแบบของการนิยาม ที่ยึดถือใช้กันจากแบบอย่างที่อริสโตเติลได้แนะนำไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ประเภทของนิยาม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;นิยามศัพท์เฉพาะ&lt;/span&gt; (Stipulative Definution) เป็นการนิยามศัพท์แก่คำที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นคำใหม่ หรือให้ความหมายใหม่เก่าคำที่มีอยู่แล้ว ความประสงค์ของการนิยามศัพท์เฉพาะ มักใช้ในการแทนที่การแสดงออกที่ซับซ้อน (การนิยามศัพท์นี้ใช้ในการนินามศัพท์ในการทำวิจัยของนักศึกษาด้วย) ด้วยคำที่ง่ายกว่า เป็นการกำหนดในความหมายใหม่&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น&lt;br /&gt;tigon คือสัตว์ที่มีพ่อเป็นเสือ (tiger) และแม่เป็นสิงโต (lion)&lt;br /&gt;liger คือ สัตว์ที่มีพ่อเป็นสิงโต และแม่เป็นเสือ&lt;br /&gt;คชสีห์ คือ สิงห์ที่มีจมูกเป็นช้าง&lt;br /&gt;หรือ&lt;br /&gt;นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นต่ำกว่าอุดมศึกษา&lt;br /&gt;นักศึกษา หมายถึงผู้กำลังพัฒนาตนในระดับอุดมศึกษา&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;นิยามศัพท์รายงานหรือนิยามศัพท์บัญญัติ&lt;/span&gt; (Lexical Definitions or Dictionary Definition หรือ reportive definition) นิยามโดยการอ้างความหมายที่เคยใช้กันมาจนเป็นที่ยอมรับในสังคม ใช้ในการรายงานความหมาย ซึ่งคำเหล่านั้น มีอยู่แล้วในภาษาหนึ่ง ส่วนมากมีการนิยามศัพท์ไว้ในพจนานุกรม ปทานุกรม อาจเป็นจริงหรือเท็จขึ้นอยู่กับว่ามันได้รายงาน หรือไม่รายงาน สิ่งที่ได้ใช้กันตามปกติทั่วไป บางทีปทานุกรมก็ผิดพลาด และบางทีความหมายที่รับรู้ในกลุ่มหนึ่ง แตกต่างจากความหมายของอีกกลุ่มหนึ่ง การอ้างนิยามทำนองนี้ จึงต้องดูความเหมาะสมในแต่ละกรณี&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;นิยามศัพท์แยกประเภท&lt;/span&gt; (Analytic definition หรือ connotative definition) คือ การนิยามโดยการวิเคราะห์หรือ แยกลำดับให้เห็นจากส่วนใหญ่ไปหาส่วนย่อย บ่งชี้ประเภท ชนิด และความแตกต่างเฉพาะซึ่งเทอมเป็นสมาชิกอยู่ และชี้ลักษณะเฉพาะ ออกมา ซึ่งประเภทหรือชนิดนั้นไม่ได้มีอยู่ในชั้นอื่น&lt;br /&gt;การนิยามโดยแยกประเภทให้เข้าใจ เริ่มต้นด้วยการบอกให้รู้ประเภทกว้าง (genus) แล้วกำหนดให้รัดกุมด้วยประเภท เจาะลง (differentia)...อาจแบ่งย่อยลงไป ตามชนิดของตัวนิยาม ที่ใช้แบ่งประเภท ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ก. นิยามโดยบรรยาย&lt;/span&gt; (descriptive definition) ได้แก่การยกลักษณะขึ้นมาแบ่งประเภท มีชนิดย่อย ตามความ สำคัญของลักษณะเป็น ๒ ชนิดด้วยกัน คือ&lt;br /&gt;๑) บรรยายคุณสมบัติ (desciptive by properties) ได้แก่การยกลักษณะเฉพาะ ซึ่งหาไม่ได้ ในสิ่งอื่น เช่น คนเป็นสัตว์ที่ขบขันได้&lt;br /&gt;๒) โดยบรรยายคุณลักษณ์ (descriptive by accidents) ได้แก่การยกลักษณะที่มีร่วมกับสิ่งอื่น จำเป็นต้องยกขึ้นมาหลาย ๆ อย่าง เพื่อมิให้กว้างเกินไป เช่น คนเป็นสัตว์สองขา มีนมเลี้ยงลูก เดินตัวตั้งตรง ชอบอยู่เป็นสังคม มีขนน้อย ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ข. นิยามโดยยกปัจจัย&lt;/span&gt; (cause definition) ได้แก่การยกปัจจัยขึ้นมาแบ่งประเภท มีชนิดย่อย ตามชนิดของปัจจัยซึ่งอริสโตเติลได้แบ่งไว้ ๔ ชนิด คือ&lt;br /&gt;๑) โดยยกวัสดุปัจจัย (material cause) ได้แก่การยกวัสดุที่ใช้ทำขึ้นมาแบ่งประเภท เช่น บ้านหลังนี้เป็นสิ่งทำด้วยไม้&lt;br /&gt;๒) โดยยกรูปปัจจัย (formal cause) ได้แก่การยกรูปแบบขึ้นมาแบ่งประเภท เช่น ตึกหลังนี้ สร้างเป็นรูปตัว L&lt;br /&gt;๓) โดยยกการกปัจจัย (efficienct cause) ได้แก่การยกผู้กระทำขึ้นมาแบ่งประเภท เช่น ตึงหลังนี้เป็นสิ่งสร้างโดย ร.๖ วรรณกรรมเป็นสิ่งประดิษฐของนักเขียน&lt;br /&gt;๔) โดยยกอันตปัจจัย (final cause)ได้แก่การยกจุดมุ่งหมายขึ้นมาแบ่งประเภท เช่น ตึกหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อการศึกษา ปากกาเป็นเครื่องมือใช้ขีดเขียน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ค. นิยามยกผู้ให้กำเนิด&lt;/span&gt; (genetic definituion) ได้แก่การยกผู้ให้กำเนิดขึ้นมาแยกประเภท ผู้ให้กำเนิดต่างกับการกปัจจัยตรงที่ว่า ผู้ให้กำเนิดทำให้เกิดขึ้นโดยให้ตัวเองหรือแบ่งส่วนของตัวเองให้ ส่วนการกปัจจัยทำให้เกิดขึ้นโดยการเอาสิ่งอื่นมาทำ ตัวอย่างของผู้ให้กำเนิด เช่น แม่น้ำเป็นร่องน้ำที่เกิดจากแคว มารวมกัน นายแดงเป็นลูกของนายดำกับนางขาว นำเป็นสิ่งที่เกิดจากการรวมตัวของไฮโดรเจนกับออกซิเจน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ง. นิยามโดยยกสารัตถะ&lt;/span&gt; (essentisl definition) ได้แก่การยกสารัตถะหรือแก่นเนื้อหาขึ้นมา แบ่งประเภท เช่น คนเป็นสัตว์ที่รู้คิดตามเหตุผล สัตว์คือสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก&lt;br /&gt;กฎการนิยามศัพท์แยกประเภท&lt;br /&gt;กฎที่ ๑ นิยามควรกล่าวคุณลักษณะสาระของสิ่งที่จะนิยาม บอกลักษณะครบถ้วน&lt;br /&gt;กฎที่ ๒ นิยามต้องไม่เป็นวงรอบ&lt;br /&gt;กฎที่ ๓ นิยามควรเสมอกับชนิดของสิ่งที่กำหนดความ นั้นคือ ต้องไม่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไป&lt;br /&gt;กฎที่ ๔ นิยามไม่ควรแสดงออกในภาษาที่คลุมเครือ หรือกำกวม&lt;br /&gt;กฎที่ ๕ นิยามต้องไม่เป็นปฏิเสธในกรณีที่เป็นบอกเล่าได้&lt;br /&gt;นิยามศัพท์ทฤษฎี (Theoretical Definitions) เป็นการจัดเตรียมภาพทางทฤษฎี หรือการสร้าง ลักษณะของทั้งหมดจากศัพท์ เป็นการจัดเตรียมวิถีการมองหรือรับรู้ลักษณะรวมทั้งหมดนี้ซึ่งแนะนำถึงการอนุมานลงสู่ลักษณะเฉพาะการสอบค้นต่อไป หรือสิ่งอื่นใดที่จะถ่ายทอดโดยการยอมรับทฤษฎีที่ครอบคลุมสิ่งทั้งหมด เหล่านี้ ตัวอย่าง เช่น&lt;br /&gt;ความร้อน หมายถึงพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระของโมเลกุลสสาร&lt;br /&gt;F = MA : F = force, M = mass, A = acceleration&lt;br /&gt;แรง คือ มวลคูณอัตราความเร่ง&lt;br /&gt;นิยามศัพท์ชี้ชวน (Persuasive Definitions) นิยามที่มีความประสงค์ให้มีอิทธิพลต่อเจตคติ เรียกว่า นิยามศัพท์ชี้ชวน หน้าที่ของมันเป็นความประสงค์ หน้าที่ของภาษา คือ การแสดงออกและให้สารสนเทศ ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า รูปแบบการนิยามอื่น ๆ สามารถเป็นการชี้ชวน ถ้าคำหรือวลีในภาษาแสดงอารมณ์และมุ่งในการ สร้างอิทธิพลเท่า ๆ กับ การชี้นำ ตัวอย่าง เช่น เจ้าเมืองคือผู้กินเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;หลักการนิยาม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;กฎที่ ๑ นิยามควรกล่าวคุณลักษณะสาระของสิ่งที่จะนิยาม&lt;br /&gt;กฎที่ ๒ นิยามต้องไม่เป็นวงรอบ&lt;br /&gt;กฎที่ ๓ นิยามควรเสมอกับชนิดของสิ่งที่กำหนดความ นั้นคือ ต้องไม่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไป&lt;br /&gt;กฎที่ ๔ นิยามไม่ควรแสดงออกในภาษาที่คลุมเครือ หรือกำกวม&lt;br /&gt;กฎที่ ๕ นิยามต้องไม่เป็นปฏิเสธในกรณีที่เป็นบอกเล่าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;๑. คำนิยามต้องครอบคลุมลักษณะสำคัญของสิ่งที่นิยาม &lt;/span&gt;บางครั้ง คำนิยามอาจกล่าวลักษณะที่มีลักษณะเด่นเพียง ประการเดียวเมื่อนิยามคำนั้น แต่ไม่ได้ทำให้เราเกิดการหยั่งเห็นในความหมายของศัพท์นั้น ตัวอย่างเช่น&lt;br /&gt;เก้าอี้ คือ ที่นั่นสำหรับคนเดียว มีขารองรับที่นั่ง&lt;br /&gt;ดินสอ คือ อุปกรณ์สำหรับใช้เขียน ลักษณะเป็นแท่งยาว ส่วนที่ใช้เขียนเป็นของแข็ง&lt;br /&gt;ปากกา คือ อุปกรณ์สำหรับใช้เขียน ลักษณะเป็นแท่งยาว ส่วนที่ใช้เขียนเป็นของเหลว&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;๒. คำนิยามต้องไม่เป็นวงรอบแบบงูกินหาง&lt;/span&gt; คำนิยามเป็นวงรอบเป็นหนึ่งในเทอมที่นิยามที่ ได้นิยามอยู่ในตัว ของมันเอง เช่น&lt;br /&gt;มนุษย์ คือ ผู้มีใจสูง ผู้มีจิตใจสูง คือ มนุษย์&lt;br /&gt;ขวา คือสิ่งตรงข้ามกับซ้าย ซ้ายคือสิ่งที่ตรงข้ามกับขวา&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;๓. คำนิยามต้องไม่กว้างเกินไป&lt;/span&gt; คำนิยามที่กว้างเกินไปหมายถึงคำนิยามนั้นใช้กับสิ่งต่าง ๆ มากกว่าคำที่ ศัพท์นั้นนิยามไว้ เช่นเรานิยามว่า รถยนต์ คือยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ คำนิยามนี้เป็นคำนิยามที่กว้างมาก เพราะจักรยานยนต์ก็เป็น ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองแต่ไม่ใช่รถยนต์ คำนิยามที่กว้างอาจชัดเจน สมบูรณ์ เป็นบอกเล่าและไม่เป็นแบบงูกินหาง แต่ไม่ชัดเจนในลักษณะที่จะนำคำนั้นไปใช้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;คำนิยามต้องไม่แคบเกินไป&lt;/span&gt; คำนิยามที่แคบเกินไป หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่น้อยกว่าศัพท์ที่ศัพท์นั้นได้รับ การนิยาม เช่นเรานิยามว่า รถยนต์ คือ ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อยู่ส่วนหน้าเป็นการนิยามศัพท์ ที่แคบเกินไป เพราะยานพาหนะที่ขับเคลื่อน ด้วยเครื่องยนต์ที่อยู่ส่วนหน้า นอกจากรถยนต์แล้ว ยังมีรถไฟ เรือยนต์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;๔. คำนิยามต้องไม่คลุมเครือหรืออุปมา&lt;/span&gt; การนิยามที่คลุมเครือจะไม่ให้รายการที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำคำนั้นไปใช้ แต่คำที่คลุมเครือนั้นสามารถนำไปใช้ได้ในหลายความหมาย การนิยามเชิงเทคนิคที่ชัดเจนสมบูรณ์ต่อคนที่คุ้นเคย ในเฉพาะสาขา อาจยากที่จะนิยามศัพท์ได้&lt;br /&gt;คำนิยามที่เป็นอุปมา เช่น ครู คือ เรือจ้าง ชาวนา คือกระดูกสันหลังของชาติ ทหารคือรั้วของชาติ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;๕. คำนิยามต้องไม่เป็นปฏิเสธในกรณีที่เป็นบอกเล่าได้&lt;/span&gt; บางคำเกือบจะนิยามศัพท์ไม่ได้ถ้าไม่ใช้คำ ปฏิเสธ ตัวอย่างเช่น ทารก และ หัวล้าน แต่โดยทั่วไป การอธิบายคำสิ่งที่ไม่ได้หมายถึง ยากที่จะช่วย อธิบายว่า มันหมายถึง อะไร การนิยามคำว่า วิทยุ คือ การสื่อสารที่ไร้สาย ไม่ได้ทำให้คนที่ไม่มีความคิดเกี่ยวกับการทำงานของวิทยุมาก่อนเกิดการหยั่งเห็น ยิ่งไปกว่านั้น การนิยามเชิงปฏิเสธมักทิ้งการเปิดกว้างที่เป็นไปได้มากมาย การสื่อสาร ที่ไร้สายมีหลายชนิดไม่ใช่เฉพาะวิทยุเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5007398852466608268-7087099123804341771?l=sciresomprasong.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/7087099123804341771/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/07/blog-post.html#comment-form' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/7087099123804341771'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/7087099123804341771'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='การนิยามศัพท์'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268.post-2492758483729371808</id><published>2009-07-07T22:12:00.000-07:00</published><updated>2009-07-07T22:19:07.256-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หลักเหตุผล'/><title type='text'>เรื่องของพจน์ (Term) ในการอ้างเหตุผล</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;เรื่องของพจน์ (Term) ในการอ้างเหตุผล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สมประสงค์ น่วมบุญลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในการพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักหลักแห่งเหตุผล ผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจในกระบวนการพิจารณาความเป็นเหตุผล ให้เป็นเหตุ (ภาวะเงื่อนไขที่จำเป็น) ที่แท้จริง ไม่ใช่เหตุผลลวง หรือ เหตุผลกำมะลอ หรือ อ้างแล้วไม่สมเหตุสมผล&lt;br /&gt; ในทางตรรกะ (คำบาลี ตรึก = เอาจิตเข้าไปจับ คู่กับตรอง = การเอาจิตพิจารณา มักใช้คู่กัน คือเอาจิตเข้าไปจับและพิจารณาด้วย) มีคำหนึ่งที่ใช้ คือ term หมายถึงถ้อยคำ ในทางคณิตศาสตร์ใช้คำว่า พจน์ โดยทั่วไปมักเรียกทับศัพท์ ในที่นี้จะใช้คำว่า เทอม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เทอม (Terms) คืออะไร&lt;br /&gt;      เทอม (term) คือคำหรือกลุ่มคำที่มีความหมายเดียว (ใช้เป็นประธานหรือส่วนขยายของญัตติได้)&lt;br /&gt;(ญัตติ คือ ประโยคที่ใช้ในการอ้างพิสูจน์ เรียกว่า ประโยคตรรกะก็ได้ ประโยคตรรกะประกอบด้วย ประธาน ตัวเชื่อม และส่วนขยาย คงต้องขยายความต่อไปในภายหลัง)  เช่น  คน มนุษย์ เรือน บ้าน กำนัน นายก นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีประเทศไทย&lt;br /&gt; เทอม มีคุณสมบัติในการครอบคลุมสิ่งที่กล่าวถึงต่างกัน เช่น เมื่อเอ่ยถึง คน เราหมายถึง ทุกคน แต่เมื่อกล่าวบางคน เราหลายถึงว่า ไม่ใช่ทุกคน ลักษณะครอบคลุมทั้งหมดหรือไม่นี้เราเรียกว่าการกระจายของเทอม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;การกระจายและไม่กระจายของพจน์หรือเทอม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; การกระจาย หมายความถึงการกินความครบทุกส่วน เช่น แตงโม แตงโมครึ่งผลนั้น แตงโมเสี้ยวนี้ ต่างแสดงการกระจาย เพราะว่า&lt;br /&gt; แตงโม กินความถึงแตงโมทั้งหมด นั่นคือ กินความครบทุกส่วนของสิ่งที่เป็นแตงโม&lt;br /&gt; แตงโมผลนี้ กินความถึงแตงโมผลนี้ทั้งหมด นั่นคือ กินความครบทุกส่วนของสิ่งที่เป็นแตงโมผลนี้&lt;br /&gt; แตงโมครึ่งผลนั้น  กินความเฉพาะแตงโมครึ่งผลนั้นทั้งหมด กินความครบทุกส่วนในแตงโมครึ่งผลนั้น&lt;br /&gt; แตงโมเสี้ยวนี้ กินความเฉพาะเสี้ยวนี้ทั้งหมด เป็นลักษณะกินความครบทุกส่วนในแตงโมเสี้ยวนี้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;การไม่กระจาย หมายถึงกินความบางส่วน แล้วแต่จะมากหรือน้อยก็ได้ แต่กินความไม่ทั้งหมด  เช่น แตงโมบางลูก  แตงโม บางส่วนของลูกนั้น แตงโมเกือบทั้งหมดของลูกนี้ เพราะว่า&lt;br /&gt; แตงโมบางลูก แสดงถึงบางส่วนของจำนวนแตงโมที่มีอยู่ทั้งหมด&lt;br /&gt; แตงโมบางส่วนลูกนั้น แสดงถึงแตงโมลูกนั้นบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด&lt;br /&gt; แตงโมเกือบทั้งหมดของลูกนี้  แสดงถึงบางส่วนเท่านั้น ไม่เต็มทั้งลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของเทอม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;เทอม จำแนกได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ&lt;br /&gt;      ๑. เทอมสามัญและเทอมเอกพจน์ (General and singular terms)  &lt;br /&gt;     ๒. เทอมรวมและเทอมกระจาย (Collective and distributive terms)&lt;br /&gt;     ๓. เทอมรับ เทอมปฏิเสธ และเทอมเฉพาะ (Positive, negative and privative terms)&lt;br /&gt;      ๔. เทอมคล้อยตามและเทอมแย้ง (Contrary and contradictory terms)&lt;br /&gt;      ๑. เทอมสามัญและเทอมเอกพจน์  (General and singular terms)  &lt;br /&gt;เทอมสามัญ เป็นเทอมซึ่งสามารถใช้ในความหมายเดียวกันกับทุกสิ่ง เมื่อกล่าวเป็นจำนวนจะเป็นจำนวนไม่รู้จบของ สิ่งต่างๆ เป็นประเภทหรือมีคุณภาพแน่นอนร่วมกัน เป็นที่รู้เข้าใจตรงกันทั่วไป เช่น นก หนู สุนัข  กุหลาบ ภูเขา แม่น้ำ ไผ่ ทารก คนชรา เราสามารถทำเทอมสามัญให้เป็นเทอมเอกพจน์ได้โดยการบอกตัวแสดงลักษณะเอกพจน์ลงไป เช่น นกตัวหนึ่งหมายถึงนกจำนวน ๑ ตัวในประเภทของนก สุนัขพันธุ์หนึ่งหมายถึงสุนัข ๑ พันธุ์ในประเภทของสุนัข เช่นเดียวกับ นักศึกษาคนหนึ่ง ผู้แทนคนหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;เทอมเอกพจน์   เป็นเทอมที่ใช้ได้เพียงเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น สิ่งของ  สถานที่  บุคคล   หรือความคิด ตัวอย่างเช่น สุนัขตัวนี้ ไม่ได้หมายถึงสุนัขทั่วไป แต่เป็นสุนัขเฉพาะ เทอมเอกพจน์  ยังจำแนก ได้ออกเป็น ๒ ประเภทย่อย คือ&lt;br /&gt;              ก. วิสามานยนาม  (proper names) ได้แก่ชื่อที่กำหนดเฉพาะให้กับสิ่งต่าง ๆ เช่น พ่อขุนรามคำแหง พระพิฆเณศ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยคริสเตียน โรงเรียนพอเงินวิทยา สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์  ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี&lt;br /&gt;              ข. เทอมพรรณนาเอกลักษณ์ (uniquely descriptive terms) คือ เทอมซึ่งเป็นลักษณะสามัญ ตามธรรมชาติ แต่มีขอบข่ายในการอ้างอิงจำกัดวงแคบจนสามารถอ้างเป็นสิ่งเดียวได้ เช่น ภูเขาสูงสุดในประเทศไทย ภูเขาสูงในประเทศไทยจะหมายถึงเขาสูงทั่วไปในประเทศไทย แต่เขาสูงที่สุดในประเทศไทยจะหมายถึงภูเขาลูกเดียวที่สูงสุด เช่นเดียวกันกับ นายกรัฐมนตรีของไทย หมายถึงนายกรัฐมนตรีของไทยโดยทั่ว ๆ ไป แต่นายกรัฐมนตรีคนแรกมีเพียงคนเดียว คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; เทอมสามัญสามารถนำมาใช้เป็นเทอมเอกพจน์ได้ และเทอมเอกพจน์ก็สามารถใช้เป็นเทอมสามัญได้ ตัวอย่าง เช่น  แฟ๊ป  เป็นชื่อผงซักฟอกชนิดหนึ่งเป็นเทอมเอกพจน์ ในปัจจุบันถ้าพูดถึงแฟ๊บ เราจะหมายถึง ผงซักฟอกใด ๆ ก็ได้โดยไม่คำนึงถึงยี่ห้อ คือ นำเทอมเอกพจน์มาใช้เป็นเทอมสามัญ ในประเทศเวียดนาม Honda หมายถึงรถมอเตอร์ไซค์ ส่วนเขาดินเป็นเทอมสามัญใช้เรียกเขาที่เกิดจากดิน แต่เมื่อนำมาใช้เป็นเทอมเอกพจน์ จะหมายถึงสวนสัตว์ดุสิตที่กรุงเทพฯ ตัวอย่างอื่น ๆ เช่น โรเนียว ลิโพ น้ำโพลารีส &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; ดังนั้น เทอมในตัวของมันเองไม่เป็นสามัญหรือเอกพจน์ขึ้นอยู่กับการใช้เทอมซึ่งทำให้เป็นสามัญหรือเอกพจน์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;       ๒. เทอมรวมและเทอมกระจาย (Collective and distributive terms) &lt;br /&gt; เทอมรวม คือ เทอมที่ อ้างถึงประเภทชั้นหนึ่งซึ่งครอบคลุมทั้งหมดหรือรวมเป็นหน่วยเดียว เช่น กองทัพ หอสมุด ฝูงวัว วิทยาลัย &lt;br /&gt; เทอมกระจาย คือเทอมซึ่งอ้างถึงแต่ละหน่วยของแต่ละสิ่งในประเภทชั้นหนึ่งที่แยกออกมา เช่น เด็กชายทุกคน นักเรียนแต่ละคน ตุ๊กตาแต่ละตัว&lt;br /&gt;    อย่างไรก็ตาม ไม่มีการตัดสินเด็ดขาดว่าเป็นเทอมรวมหรือเทอมกระจายในตัวของมันเอง ตัวอย่าง  เช่น มุมของสามเหลี่ยม ทั้งหมดเป็นมุมเท่ากับสองมุมฉาก เทอมประธาน คือมุมของสามเหลี่ยมทั้งหมดใช้เป็นเทอมรวม เพราะว่ามุมทั้งหมด รวมกันเป็นมุมเท่ากับสองมุมฉาก ในอีกด้านหนึ่งเทอมเดียวกันนี้ อาจเป็นเทอมกระจาย คือครอบคลุมมุม ของสามเหลี่ยมทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;      ๓.  เทอมรับ เทอมปฏิเสธ และเทอมส่วนเฉพาะ  (Positive, negative and privative terms) &lt;br /&gt; เทอมรับ คือเทอมซึ่งอ้างถึงการแสดงคุณภาพหรือปริมาณ ในทางที่ยอมรับมักเป็นทางบวก ตัวอย่าง เช่น ความฉลาด ความดี ซื่อสัตย์ หวาน สว่าง&lt;br /&gt; เทอมปฏิเสธ คือ เทอมที่แสดงในทางลบ  เช่น อันตราย โง่ ชั่ว โกง ขม มืด บางครั้งยากที่จะดึงความเด่นชัดออกมา เช่น อโลหะเท่ากับไม่เป็นโลหะ อโรคยาศาลคือศาลาที่ปราศโรค อพราหมณ์ คือ ไม่ใช่ วรรณะพราหมณ์ เมื่อพิจารณาความหมายแล้วไม่ได้ปฏิเสธ เช่น อพราหมณ์เป็นคนวรรณะอื่นที่ไม่ใช่พราหมณ์&lt;br /&gt; เทอมเฉพาะ คือ ชื่อของบางสิ่งซึ่งครั้งหนึ่งมีคุณภาพ หรือ มีเหตุผลอื่น บางประการที่คาดหวังว่าต้องมี แต่ไม่มี เช่น บอด  ใบ้  หมายความ โดยทั่วไปตาต้องเห็น หรือ ปากต้องพูดได้ หรือบางสิ่งคาดว่าไม่มีแต่กลับมี เช่น มือมี ๖ นิ้ว วัวมี ๕ ขา  เป็นสิ่งที่ปรากฏโดยไม่ได้คาดหวัง&lt;br /&gt;       ๔. เทอมตรงข้ามและเทอมแย้ง  (Contrary and contradictory terms) &lt;br /&gt;      เทอมตรงข้าม   คือเทอมซึ่งแสดงการแยกจากกัน ชี้ชัดได้ว่าต้องเป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งไม่ใช่สิ่งนี้ เป็นขอบข่ายการอ้างอิงเป็นสากล ตัวอย่าง เช่น ขาว-ดำ  หวาน-ขม  ดี-ชั่ว ฯลฯ  ขาว-ดำ แยกออกจากกันเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น ขาวไม่ใช่ดำ ดังนั้น ขาวไม่สามารถเป็นดำได้และดำไม่สามารถเป็นขาวได้ ทั้งสองแสดงความยิ่งใหญ่ที่สุดกับสิ่งตรงข้ามกัน ระหว่างขาวกับดำ&lt;br /&gt;     เทอมแย้ง  คือเทอมที่แสดงให้เห็นว่ามีการแยกสิ่งหนึ่งออกจากสิ่งอื่น แต่สิ่งอื่นนั้นไม่ได้เป็นสิ่งเดียวและเป็นแบบรวมหมู่ ของสิ่งที่อ้างแรกทั้งหมด ตัวอย่างเช่น คนผิวขาว-คนผิวไม่ขาว ชาวพุทธ-ไม่ใช่ชาวพุทธ ดังนั้น จากตัวอย่างเป็นคู่ของเทอมของสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการรับและอีกสิ่งหนึ่งปฏิเสธ ขาวกับไม่ขาวแยกออกจากกัน ทั้งสองไม่สามารถทำนายได้ แต่บอกขอบเขตการอ้างอิงว่าอะไรเป็นขาวกับไม่ขาว ดังนั้นขอบเขตของการอ้างอิง คือ สีขาวกับไม่ขาว ไม่ขาวหมายถึงสีทุกสีในประเภทของสี ยกเว้นสีขาว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330000;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt; ในการพิสูจน์ในรูปแบบของนิรนัย ยังมีเทอมที่เกี่ยวข้องเฉพาะ คือ&lt;br /&gt; เทอมหลัก เทอมรอง เทอมกลาง เป็นเทอมที่ต้องกล่าวถึงในการอ้างพิสูจน์ ซึ่งจะกล่าวถึงภายหลัง ในที่นี้เพียงให้ทราบลักษณะ พอสังเขปของเทอมดังกล่าว ดังนี้&lt;br /&gt; เทอมหลัก คือ เทอมทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของญัตติสรุป เป็นเทอมที่มีลักษณะเป็นสากลมากกว่า เทอมอื่น&lt;br /&gt;   เทอมรอง คือ เทอมทำหน้าที่เป็นประธานของญัตติสรุป มีลักษณะเป็นปัจเจก&lt;br /&gt; เทอมกลาง คือ เทอมที่มีอยู่ทั้งในญัตติอ้างหลักและญัตติอ้างรองทำหน้าที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่างเทอมหลักกับเทอมรอง หรือโยงลักษณะปัจเจกเข้าสู่ลักษณะสากล&lt;br /&gt; เทอมหลัก เทอมรอง และเทอมกลางนี้  ดูรายละเอียดในเรื่องรูปแบบการอ้างร่วม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5007398852466608268-2492758483729371808?l=sciresomprasong.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/2492758483729371808/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/07/term.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/2492758483729371808'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/2492758483729371808'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/07/term.html' title='เรื่องของพจน์ (Term) ในการอ้างเหตุผล'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268.post-3047606861946786768</id><published>2009-06-28T19:13:00.000-07:00</published><updated>2009-06-28T19:49:40.614-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การทำนาย'/><title type='text'>การทำนาย (แบบนิรนัย)</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Skgopqr_HBI/AAAAAAAAAEE/vzgqIBpTR0M/s1600-h/Predicable1.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 317px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Skgopqr_HBI/AAAAAAAAAEE/vzgqIBpTR0M/s320/Predicable1.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5352572853428362258" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/SkgoEiK0ELI/AAAAAAAAAD0/ZdQIgtj-h8s/s1600-h/Predicable2.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 104px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/SkgoEiK0ELI/AAAAAAAAAD0/ZdQIgtj-h8s/s320/Predicable2.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5352572215486582962" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;การทำนาย  (predicables)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;    ในการศึกษา เราสอนให้ผู้เรียนคิด โดยเฉพาะการคิดโดยใช้วิจารณญาณ การคิดโดยใช้วิจารณญาณอยู่บนพื้นฐานของการโยงความสัมพันธ์ของเหตุผล และการใช้เหตุผลนี้เป็นวิธีการหนึ่งไปใช้ในการพิสูจน์ โดยเฉพาะวิธีการนิรนัย ซึ่งเอา&lt;em&gt;หลักการ กฎ ทฤษฎี&lt;/em&gt;เป็นตัวตั้งแล้วเอาสิ่งที่ต้องการพิสูจน์ไปเทียบ โยงความสัมพันธ์ ดูความสอดคล้อง และสรุปว่าเป็นจริงหรือเท็จ เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายอ้วนเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น&lt;br /&gt;คนชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี&lt;br /&gt;ดังนั้น นายอ้วนเป็นคนดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือ เรารับรู้มาก่อนว่า โดยทั่วไปคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี เราเห็นนายอ้วนซึ่งเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น เราจึงนำไปเทียบกับ สิ่งที่เรารับรู้ คือ คนชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี เมื่อเทียบแล้วมีความสอดคล้องกัน เราก็สรุปได้ว่า นายอ้วนเป็นคนดี จริง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ในการเทียบความสอดคล้องนี้ เพื่อการทำนาย ในการทำนาย (ด้วยวิธีการนิรนัย) เราต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับการโยงส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ได้อย่างมีลำดับ ส่วนย่อยเราจะเรียกว่าลักษณะเฉพาะ หรือลักษณะปัจเจก และเรียกส่วนใหญ่หรือลักษณะที่ครอบคลุมลักษณะร่วมของหลายสิ่งไว้ด้วยกัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ว่าลักษณะสากล ถ้าเราโยงความสัมพันธ์ของปัจเจกกับสากลได้ เราก็สามารถทำนายได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; ดังนั้น จากพิจารณาความสัมพันธ์ของสากลกับปัจเจกทำให้เราสามารถทำนายสิ่งที่เราต้องการพิสูจน์และหาคำตอบได้ โดยดูจากลำดับความสัมพันธ์ ของสิ่งที่เป็นสากลลงมาสู่ปัจเจก หรือจากปัจเจกไปสู่สากล&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; การทำนาย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งซึ่งโยงจากสิ่งที่เป็นรวมไปหาส่วนย่อย  หรือจากความเป็น&lt;strong&gt;สากล &lt;/strong&gt;(universal) ไปหาความเป็น&lt;strong&gt;ปัจเจก&lt;/strong&gt; (particular) ลักษณะของความสัมพันธ์ ดูจากคำทำนายซึ่งแบ่งออกได้ตามลำดับ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;       คำทำนายคงตัว คือคำทำนายที่พิจารณาจากคุณลักษณะร่วมจากสากลสู่ปัจเจกหรือปัจเจกสู่สากลไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่บอกลักษณะที่เป็นส่วนย่อยในส่วนใหญ่ตามลำดับ ในทางตรรกวิทยาจะแบ่งออกเป็น ๓ ลำดับขั้นดังนี้ คือ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;๑. ประเภท&lt;/strong&gt; (genus) ใช้ในการบอกความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นสากล สัมพันธ์ได้ในวงกว้าง โยงเป็นแก่นสารได้ เพราะเราสามารถตอบคำถามว่าเป็นอะไรได้จากคำทำนายประเภท คำว่าสัตว์ เมื่อเราพูดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เราเข้าใจ ได้ทันทีว่า มนุษย์มีลักษณะที่แท้เป็นอะไร เช่นเดียวกับเราพูดว่า ปลาเป็นสัตว์ นกเป็นสัตว์ ช้างเป็นสัตว์ เช่นเดียวกันกับ ภูเขา  แม่น้ำ จริยธรรม &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(ดูภาพประกอบแรก "สากล-ปัจเจก")&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; ๒. ชนิด (Species) เป็นคำที่แสดงถึงส่วนย่อยที่โยงมาจากสิ่งอื่น เป็นคำที่แยกออกมาจากคำหลัก ที่มันเกี่ยวข้องอยู่ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;มีความหมายแคบกว่า เฉพาะกว่า เช่น ชาวเหนือเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่มี ลักษณะเฉพาะ แต่ก็มีความเป็นสากลอยู่ เพราะกล่าวถึงได้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ในวงกว้างอยู่ขนาดหนึ่ง แต่มีจำนวนน้อยกว่าคำทำนายประเภท เป็นแยกความแตกต่างออกมาในระดับหนึ่ง เช่น ประเภทปลา &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ก็แยกเป็นชนิดปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็ม &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;      ๓. ความแตกต่างเฉพาะ (Specific Difference) คือการกำหนดลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งแยกสิ่งหนึ่ง ออกจากสิ่งอื่นได้ชัดเจนในสิ่งที่เป็นชนิดเดียวกัน เช่น ปลาน้ำจืด ก็ยังแยกลักษณะแตกต่างเฉพาะเป็น ปลามีเกล็ด ปลาไม่มีเกล็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ดูตัวอย่างความสัมพันธ์ของคำทำนายคงตัวตามลำดับ ดังนี้ (ดูภาพประกอบที่สอง "คนไทย")&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ข้อสังเกต คือ ความสัมพันธ์ของคำทำนายคงตัวนี้จะมีเพียง ๓ ระดับเท่านั้น ซึ่งต่างจากการจำแนกประเภทในทางชีววิทยา ซึ่งแตกแยกย่อยมากมาย แม้จะมีความคิดรวบยอดเดียวกัน ทั้งนี้การนำไปใช้แตกต่างกัน คำทำนายคงตัว จะนำไปใช้ในการพิจารณา การอ้างพิสูจน์แบบนิรนัยซึ่งจะพิจารณาความสัมพันธ์เพียง ๓ ระดับ&lt;br /&gt;      คำทำนายไม่คงตัว พิจารณาจากนคุณลักษณะที่มีอยู่เฉพาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญยังคงอยู่ แต่มีลักษณะบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป ยังบอกได้ว่าสิ่งนั้นมีคุณสมบัติเป็นอะไรอยู่ แต่รูปลักษณ์อาจเปลี่ยนไป ซึ่งแบ่งออกได้เป็น&lt;br /&gt;     ๑. สภาวลักษณะ (Property) หมายถึงคุณลักษณะพิเศษที่มีอยู่เพื่อประโยชน์และความเหมาะสม แห่งวัตถุสิ่งนั้น เช่น น้ำ อาจเปลี่ยนแปลงอยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว และไอน้ำ ได้&lt;br /&gt;     ๒. อุบัติลักษณะ (Accident) คือลักษณะที่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีใครทราบล่วงหน้า หรือคาดหวังมาก่อน เป็นคุณลักษณะ ซึ่งอาจปรากฏขึ้นหรือหายไปโดยไม่ทำลายคุณลักษณะของชนิด เช่น คนมีนิ้วมือ ๖ นิ้ว  คนที่ไม่มีรูขน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5007398852466608268-3047606861946786768?l=sciresomprasong.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/3047606861946786768/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/3047606861946786768'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/3047606861946786768'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_28.html' title='การทำนาย (แบบนิรนัย)'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Skgopqr_HBI/AAAAAAAAAEE/vzgqIBpTR0M/s72-c/Predicable1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268.post-7582633424816505119</id><published>2009-06-23T18:47:00.000-07:00</published><updated>2009-06-23T19:10:53.773-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หลักแห่งเหตุผล ๔'/><title type='text'>การพิสูจน์ในหลักแห่งเหตุผล</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;การพิสูจน์ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;(proof) คือ กระบวนการแสดงใช้หลักฐานมายืนยันสิ่งหนึ่งเพื่อที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ ในการพิสูจน์ความจริง ในทางตรรกศาสตร์ มี ๒ วิธี คือ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            ๑. วิธีนิรนัย &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;(deduction) คือการพิสูจน์ โดยการนำความจริงที่ยอมรับกันแล้วมาใช้เป็นหลัก แล้วนำสิ่ง ที่ต้องการพิสูจน์มาเทียบ ถ้าสอดคล้องกันก็เป็นจริง ถ้าไม่สอดคล้องกันก็เป็นเท็จ ตัวอย่าง เช่น&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            ผู้ให้กำเนิดศาสนาเป็นศาสดา           (ข้อความเป็นจริงที่ยอมรับกันแล้ว)&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;             พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดศาสนา     (ข้อความที่ต้องการพิสูจน์ นำมาเทียบ)&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;  เราดูความสอดคล้อง พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดศาสนา และ ผู้ให้กำเนิดศาสนาเป็นศาสดา  &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;           ดังนั้น  พระพุทธเจ้าเป็นศาสดา          (สอดคล้องกัน เป็นจริง)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;เหตุที่เป็นจริงเนื่องจากเรายอมรับข้อความ "ผู้ให้กำเนิดศาสนาเป็นศาสดา" จริง ดังนั้น ข้อความใดที่สอดคล้องกับเป็น "ผู้ให้กำเนิดศาสนา" ก็จะต้องเป็นศาสดา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;การพิสูจน์นี้อาจมองจากปัจเจก (เฉพาะ) ไปหาสากล หรือ สากลไปหาปัจเจกก็ได้ เช่น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;จากปัจเจกไปหาสากล&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;กระจอกเป็นสัตว์บินได้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;สัตว์บินได้เป็นนก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;ดังนั้น กระจอกเป็นนก &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;จากสากลไปหาปัจเจก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;สัตว์บินได้เป็นนก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;กระจอกเป็นสัตว์บินได้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;ดังนั้น กระจอกเป็นนก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            ๒.  วิธีอุปนัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt; (induction) คือการพิสูจน์ โดยการนำสิ่งที่ได้จากการสัมผัสหรือสังเกตในหลาย ๆ สิ่ง ที่เหมือนกัน แล้วนำมาสรุปเป็นหลัก ผลที่ได้เป็นแนวโน้มที่จะเป็นจริงหรือเท็จ ตัวอย่าง เช่น&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            น้ำทะเลที่จังหวัดตราด   มีรสเค็ม&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            น้ำทะเลที่จังหวัดชลบุรี   มีรสเค็ม&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            น้ำทะเลที่จังหวัดเพชรบุรี มีรสเค็ม&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            น้ำทะเลที่จังหวัดชุมพร   มีรสเค็ม&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            น้ำทะเลที่จังหวัดสงขลา  มีรสเค็ม&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;            สรุปได้ว่า น้ำทะเลในอ่าวไทยมีแนวโน้มที่จะมีรสเค็ม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;เรายังไม่สรุปได้ว่าน้ำทะเลมีรสเค็มจริง เนื่องจากเรายังไม่ได้ชิมน้ำทะเลทุกแห่ง เราจึงยังสรุปไม่ได้ว่าน้ำทะเลเค็มเป็นจริงทั้งหมด&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;      การอ้างเหตุผลเป็นศาสตร์หนึ่งเรียกว่าตรรกวิทยาหรือตรรกศาสตร์ เป็น การศึกษาหลักการทั่วไป เกี่ยวกับความคิดพิจารณา ตรึกตรองเพื่อหาความจริงที่เที่ยงเชื่อถือได้ (valid)&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;  เหตุผลเป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการคิด และการคิดนั้นจะแสดงออกให้ผู้อื่นทราบได้โดยการใช้ภาษา ภาษาที่แสดงความ เป็นเหตุเป็นผล ต้องมีกระบวนการแสดงหลักฐานยืนยันสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อการยอมรับหรือปฏิเสธ การแสดงหลักฐานยืนยันนี้ เรียกว่า การพิสูจน์ ซึ่งในทางตรรกศาสตร์มี ๒ วิธี คือ  วิธีนิรนัย และวิธีอุปนัย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5007398852466608268-7582633424816505119?l=sciresomprasong.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/7582633424816505119/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/7582633424816505119'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/7582633424816505119'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_23.html' title='การพิสูจน์ในหลักแห่งเหตุผล'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268.post-2286937837756969690</id><published>2009-06-22T00:41:00.000-07:00</published><updated>2009-06-22T01:13:08.505-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หลักแห่งเหตุผล ๐๓'/><title type='text'>ความหมายของคำและประโยคในหลักแห่งเหตุผล</title><content type='html'>คำ (word) คือ สัญลักษณ์ที่แสดงความคิดรวบยอด จินตลักษณ์ หรือ ความคิด เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ ในความหมายที่ตรงกัน สัญลักษณ์ดังกล่าว ปกติจะแสดงออกทางวาจาหรือการเขียนที่เราสื่อสารกับผู้อื่นได้ โดยคำเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกของความคิดและการอ้างเหตุผลเท่านั้น แต่ยัง แสดงถึงอารมณ์ คำถาม ความปรารถนา คำสั่ง ฯลฯ คำที่ใช้ในการแสดงเหตุผล ต้องเป็นคำที่แสดงความหมายเดียว (หรือต้องตกลงกันว่าจะใช้ในความหมายใด ซึ่งเราเรียกว่า นิยามศัพท์) คำแบ่งออกเป็นประเภทย่อย คือ&lt;br /&gt;๑. คำมีความหมายเดียว (univocal words) คือ คำพื้นฐานที่ทุกคน แปลความหมายตรงกัน เช่น ป่า ภูเขา แม่น้ำ ช้าง ข้าว เป็น คำประเภทเดียว ที่ใช้เป็นประธานหรือส่วนขยายในญัตติหรือประโยคตรรกะได้&lt;br /&gt;๒. คำที่มีมากกว่าหนึ่งความหมาย (equivocal words) คือ คำที่เมื่อ อยู่โดด ๆ แล้วสามารถแปลความหมายได้มากกว่า ๑ ความหมาย แม้ในบางบริบท ก็อาจแปลความได้มากกว่า ๑ ความหมาย เช่น ขัน หมายถึง &lt;br /&gt;ก) ภาชนะสำหรับตักน้ำ  &lt;br /&gt;ข) อาการ ร้องอย่างหนึ่งของไก่ &lt;br /&gt;ฃ) อาการหัวเราะแบบหนึ่งของคน  &lt;br /&gt;ง)  อาการกวดบิดเชือกที่ผูกสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แน่น &lt;br /&gt;คำเหล่านี้ใช้เป็นประธานหรือส่วนขยายของประโยคตรรกะ หรือญัตติได้ก็ต่อเมื่อมีการกำหนดหรือนิยามความหมายที่แน่นอนเอาไว้ คือ ต้องจำกัดให้เหลือเพียงความหมายเดียว&lt;br /&gt;๓. คำที่มีความหมายคล้ายกัน  (analogous words) คือ คำที่อาจ นำมาใช้แทนกันได้ โดยความหมายไม่เปลี่ยนหรือ มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น หัวหน้า ผู้นำ ประธาน หรือ กิน รับประทาน เสวย หรือ มโน จิต วิญญาณ&lt;br /&gt;แต่คำที่ใช้ในการอ้างเหตุผลหรือการพิสูจน์ต้องเป็นคำที่มีความหมายเดียว ในทางตรรกวิทยาเรียกว่า เทอม (term) แต่เทอมมีลักษณะที่กว้างกว่าคำ  กล่าวคือ เทอม หมายถึง คำหรือกลุ่มคำที่มีความหมายเดียว ใช้ทำหน้าที่เป็นประธานหรือส่วนขยายของประโยคตรรกะ(ญัตติ)ได้ นั่นคือ เทอมอาจ เป็นคำหรือกลุ่มของคำก็ได้ แต่ต้องมีความหมายเดียว หรือกำหนดให้มีความหมาย ในส่วนที่นำมาใช้เพียงความหมายเดียว&lt;br /&gt;&lt;p&gt;คำหลายคำประกอบกันเป็นวลี หรือเป็นประโยค&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;strong&gt;ประโยค&lt;/strong&gt; คือ กลุ่มของคำซึ่งสร้างรูปแบบความคิดอันสมบูรณ์ประกอบด้วยประธานและส่วนขยาย ประโยคมีหลายรูปแบบ ในการอ้างเหตุผลจะใช้ประโยคบอกเล่า (Affirmative Sentence) เท่านั้น เนื่องจากแสดงให้เห็นการยอมรับหรือปฏิเสธ ในการพิสูจน์ความจริงได้&lt;br /&gt;การยืนยันหรือปฏิเสธ การอ้างเหตุผลเป็นวิธีการแสดงออกทางความคิด ที่จะยืนยันหรือปฏิเสธ การยืนยัน หมายถึง การนำ ความคิดรวบยอด ๒ ความคิด หรือ ๒ จินตลักษณ์ มาเปรียบเทียบกัน ถ้าสอดคล้องกันก็เป็นการยืนยัน ถ้าไม่สอดคล้องกัน หรือขัดกันก็เป็นการปฏิเสธ&lt;br /&gt;เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ กระบวนการคิดและการยืนยันในการอ้างเหตุผล การศึกษาการแผนผังประกอบ จะช่วยให้การทำความเข้าใจง่ายขึ้น (ดูแผนภาพ จิตกับพุทธิพิสัย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5007398852466608268-2286937837756969690?l=sciresomprasong.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/2286937837756969690/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_5435.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/2286937837756969690'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/2286937837756969690'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_5435.html' title='ความหมายของคำและประโยคในหลักแห่งเหตุผล'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268.post-743617287402456743</id><published>2009-06-22T00:24:00.000-07:00</published><updated>2009-06-22T00:39:28.401-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หลักแห่งเหตุผล ๐๓'/><title type='text'>จิตกับพุทธิพิสัย</title><content type='html'>&lt;A onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Sj8z01L513I/AAAAAAAAABo/PVLubf2OMbU/s1600-h/กระบวนการคิด.jpg"&gt;&lt;IMG style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 306px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Sj8z01L513I/AAAAAAAAABo/PVLubf2OMbU/s320/กระบวนการคิด.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5350051865062659954"&gt;&lt;/A&gt;&lt;br /&gt;&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;จิตกับพุทธิพิสัย หรือ จิตกับการจำได้หมายรู้&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;&lt;P&gt;การใช้เหตุผลเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิด สิ่งที่เราควรทราบเบื้องต้น คือ มนุษย์คิดด้วยอะไร ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวว่า  มนุษย์คิดได้ด้วยจิต&lt;br /&gt;&lt;/P&gt;&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;จิต คืออะไร&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;&lt;P&gt;จิต ในภาษาบาลีใช้ จิตต์ มีความหมายว่า สั่งสม ดังนั้น จิตเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งสามารถรู้ได้ สั่งสมได้  เราสั่งสมสิ่งที่เรารับรู้และเลือกรับรู้มาตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน เราจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ เราจำบุคคลที่เรามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการสะสมของจิต สิ่งที่จิตสั่งสมเอาไว้ เราเรียกว่าความจำ&lt;br /&gt;&lt;/P&gt;&lt;STRONG&gt;จิตมีคุณสมบัติอะไรบ้าง&lt;/STRONG&gt;&lt;br /&gt;จิตมีคุณสมบัติอย่างไร จิตมีคุณสมบัติ ๔ ประการ คือ &lt;br /&gt;เอกจรํ (เอก = หนึ่ง จรํ = จร = ไป) แปลว่า ดวงเดียวเที่ยวไป มีความหมายว่า จิตทำงานได้ทีละหนึ่งอย่าง แต่มีความรวดเร็วมากเรียกว่าปรีชาญาณ &lt;br /&gt;ทูรงฺคมํ (ทูรงฺค = โทร =ไกล  คมํ = คม = ไป) ไปได้ไกล สามารถส่งกระแสจิตและรับรู้จากแหล่งไกล ๆ ได้&lt;br /&gt;อสรีรํ (อ = ไม่ สรีรํ = สรีระ = ตัวตน) ไม่มีตัวตน&lt;br /&gt;&lt;P&gt;คุหาสยํ ( คุหา = ถ้ำ โพรง อาสยํ = อาสัย) อาศัยอยู่ในถ้ำ หรือในโพรง คือร่างกาย&lt;/P&gt;&lt;P&gt;หน้าที่ของจิต จิตทำหน้าที่ ๔ ประการ คือ &lt;br /&gt;&lt;/P&gt;รับรู้  (เวทนา - percieve) คือ ความรู้สึกที่เกิดจากการสัมผัสของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ&lt;br /&gt;จำได้หมายรู้ (สัญญา - memory, mnemonic) คือ การจำและระลึกรู้สิ่งที่ผ่านมาในอดีตได้&lt;br /&gt;คิด (สังขาร - voliation, thinking) คือการปรุงแต่งของจิตในสิ่งที่ได้สัมผัส เช่น เห็นพวงมาลัยดอกมะลิก็เกิดความคิดปรุงแต่งว่า จะนำเอาไปไหว้พระ&lt;br /&gt;&lt;P&gt;กระจ่างอารมณ์ (วิญญาณ-consciousness) คือ ความรู้แจ้งในสิ่งที่ได้ รับรู้ จำได้ คิดได้ รู้ทั่วในสิ่งนั้น เช่น มีความกระจ่างอารมณ์ในแก้วน้ำ คือ กระจ่างในความคิดว่าแก้วนำทำมาจากอะไร ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ทำให้ความสะอาดโดยวิธีใด  เมื่อกระทบสิ่งใดบ้างจะแตก เมื่อแตกแล้วเศษของมันจะเป็นอันตรายอย่างไร หรืออื่น ๆ ที่เป็นองค์รวมของแก้วทั้งหมด&lt;/P&gt;&lt;P&gt;การจำได้หมายรู้ของจิตอยู่ในรูปความคิดรวบยอด (concept) หรือ จินตลักษณ์ (image) เมื่อต้องการสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ จะแสดงออกในรูปสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วไป คือ ภาษา ซึ่งมีทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง และภาษาเครื่องมือ เช่น ภาษาสัญลักษณ์ สัญญาณธง สัญญาณไฟ&lt;br /&gt;&lt;/P&gt;&lt;P&gt;&lt;/P&gt;ความคิดรวบยอด จินตลักษณ์&lt;br /&gt;&lt;P&gt;ความคิดรวบยอด(concept) คือ การรวบยอด (abstraction) ของความคิด หรือ ความคิดที่แจ้งอารมณ์ ในคุณสมบัติเฉพาะ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสามารถแยกสิ่งนั้นออกจากสิ่งอื่นได้  ความคิดที่แจ้งอารมณ์หนึ่งอย่างเป็นความคิดรวบยอดหนึ่ง ในความหมายว่าความคิดนั้นไม่ได้อ้างถึงสิ่งเฉพาะหรือเหตุการณ์เฉพาะ แต่ค่อนข้างเป็นการรวมคุณลักษณะร่วมทั้งหมดเป็นรูปธรรมจากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาจากตัวอย่าง&lt;/P&gt;&lt;P&gt;จินตลักษณ์ (image) หรือ จินตภาพ หรือภาพนึก คือการรู้ระลึกถึงลักษณะ หรือภาพในความคิดได้เช่น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พระปฐมเจดีย์ พระมหาธีรราชเจ้า พระแก้วมรกต&lt;br /&gt;&lt;/P&gt;วิธีการแสดงออกทางความคิด  &lt;br /&gt;ความคิด เป็นการทำงานของจิต (สมอง?) ที่อยู่ภายใน เหตุที่มนุษย์ต้องคิดเนื่องจากสภาวะสิ่งแวดล้อมบังคับให้เราต้องมีการเลือกอยู่ตลอดเวลา นอกจากการคิดแล้วยังมีการตัดสินใจ กระบวนการตัดสินใจเป็นกระบวนการคิดรูปหนึ่ง การตัดสินใจอาจมาจากหลายเหตุ เช่น ความพอใจ ความกลัว แต่กระบวนการตัดสินใจทางตรรกเป็นการคิดที่มีเหตุและผล ความคิดจะมีผลต่อเมื่อมีความเที่ยง (validity) ขณะที่คนหนึ่งกำลังคิดอยู่ ผู้อื่นจะไม่ทราบว่าคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ วิธีการแสดงออกทางความคิดแสดงออกมาให้ผู้อื่นรู้ได้ โดยการแสดงออกมาเป็นสัญลักษณ์โดยเฉพาะการออกในรูปภาษา ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทางและภาษาเครื่องมือ ภาษาที่แสดงออกมาตามปกติจะเป็นภาษาพูดกับภาษาเขียน ซึ่งแสดงออกมาเป็น คำ วลี และประโยค&lt;br /&gt;คำ (words) คือ สัญลักษณ์ที่แสดงความคิดรวบยอด จินตลักษณ์ หรือ ความคิด เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ ในความหมายที่ตรงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5007398852466608268-743617287402456743?l=sciresomprasong.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/743617287402456743/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_22.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/743617287402456743'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/743617287402456743'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_22.html' title='จิตกับพุทธิพิสัย'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Sj8z01L513I/AAAAAAAAABo/PVLubf2OMbU/s72-c/กระบวนการคิด.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268.post-1120869266166544289</id><published>2009-06-21T23:58:00.000-07:00</published><updated>2009-06-22T00:15:31.372-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หลักแห่งเหตุผล ๐๒'/><title type='text'>ตรรกวิทยากับปรัชญา</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Sj8vWFBgGzI/AAAAAAAAABg/B7fW-O4sDsc/s1600-h/Philosophy.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 243px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Sj8vWFBgGzI/AAAAAAAAABg/B7fW-O4sDsc/s320/Philosophy.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5350046938691541810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ความสัมพันธ์ระหว่างตรรกวิทยากับปรัชญา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตรรกวิทยาเป็นทั้งแหล่งที่ของความรู้และเป็นวิธีการแสวงหาความรู้อยู่ในขอบเขตของญาณวิทยา ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ปรัชญา คือ ความรู้เกี่ยวกับการแสวงหาความจริงแท้ของจักรวาลอย่างมีจุดหมายและเป็นระบบ ปรัชญาประกอบไปด้วย ๓ สาขาหลัก คือ อภิปรัชญา ญาณวิทยา และคุณวิทยา &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;อภิปรัชญาตอบคำถามว่า อะไรคือความจริงแท้ของสรรพสิ่ง ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น &lt;br /&gt;จักรวาลวิทยา (Cosmology) ซึ่งตอบคำถามว่าลักษณะของสรรพสิ่งที่แท้จริงเป็นอย่างไร &lt;br /&gt;ภววิทยา (Ontology) ซึ่งตอบคำถามว่าภาวะทีแท้จริงของสรรพสิ่งเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ญาณวิทยา ตอบคำถามว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นจริงแท้ แหล่งที่มาของความรู้คืออะไร&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;คุณวิทยาตอบคำถามว่า สิ่งนั้นมีคุณค่าอะไร รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านั้นมีคุณค่า แบ่งเป็น ๒ สาขาย่อย คือ &lt;br /&gt;จริยศาสตร์ ว่าด้วยคุณค่าของความประพฤติ หรือมาตรฐานการวัดความประพฤติ&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สุนทรียศาสตร์ ว่าด้วยคุณค่าของความงาม หรือคุณค่าที่สะเทือนต่อารมณ์ความรู้สึก&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;ขอบข่ายของปรัชญา&lt;br /&gt;ปรัชญา คือ ความพยายามของมนุษย์ในการทำความเข้าใจความจริงแท้ของจักรวาล โลก และมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ญาณวิทยา ภาษาอังกฤษ คือ Epistemology มาจากภาษากรีกว่า episteme หมายถึงความรู้ “knowledge” กับ logos มีความหมายว่า ทฤษฎี  “theory” รวมความแล้วหมายถึงสาขาของปรัชญาที่ว่าด้วยการแนะนำปัญหาทางปรัชญา ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีความรู้ ญาณวิทยาเกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขต ความรู้และความคิดรวบยอดที่เกี่ยวข้องแหล่งที่มา และเกณฑ์ในการตัดสินความรู้ ประเภทของความรู้ที่เป็นไปได้ ระดับของความรู้แต่ขั้นและความสัมพันธ์สิ่งที่คนหนึ่งรู้กับสิ่งที่ได้รู้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ญาณวิทยา (Episthemology) คือ ความรู้ในวิธีการแสวงหาความรู้ (ญาณ=รู้ วิทยา=ความรู้) บางทีเรียกว่า ทฤษฎีความรู้ (Theory of knowledge) เป็นความรู้ในการแสวงหาความรู้ หรือ ความจริงของโลกและชีวิต ญาณวิทยา ได้กล่าวถึงแหล่งที่มาของความรู้ไว้ ๕ แหล่ง คือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;๑. เทวโองการ หรือเทวปกาสิต หรือเทพสังหรณ์ หรือเทวบัญชาเป็นความรู้ที่ได้รับจากเทพ (Divine knowledge) หรือ เทวดาบอก ผู้รับความรู้ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้นมาก่อน แต่มีสื่อกลางหรือเครื่องมือในการรับรู้จากการสื่อจากเทพ เทวดาหรือผีได้ เช่น การเห็น ได้ยิน เช่น โมเสส ได้รับบัญญัติ ๑๐ ประการจากพระเจ้า เพื่อเป็นหลักความประพฤติในสังคมชาวยิว&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;๒. ปราชญ์ (Authoritative knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ (Authority) เช่น นักศึกษาได้รับความรู้จากอาจารย์ นักวิชาการ แนะนำหรือสาธิตเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้รู้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร แต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ความรู้ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะจนสามารถให้ความกระจ่างได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;๓. ผัสสะ (Empirical knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากการสัมผัส โดยการใช้ประสาท ตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเสียง ดมกลิ่น ชิมรส จับ ลูบ คลำ เป็นความรู้ได้ได้มาจากภายนอกกาย&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;๔. หยั่งรู้ (Intuition knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากการผุดรู้ขึ้นมาเอง ความรู้ประเภทนี้ เกิดจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาแล้ว แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ มีความรู้ เป็นพื้นฐาน อยู่ระดับหนึ่ง จากการรู้ จำ คิด จินตนาการ เมื่อภาวะจิตสงบ โปร่ง เกิดมีคำตอบสว่างแวบผุดขึ้นมาในจิตเป็นคำตอบ เช่น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;๕. การใช้เหตุผล (Reasoning Knowledge) หรือตรรก คือ ความรู้ที่เกิดจากการใช้เหตุและผล โดยอาศัยสิ่งที่รู้ จำ คิด จินตนาการและสิ่งที่กระจ่างความคิด มาคิดอย่างเป็นระบบมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เหตุผลเป็นกระบวนการหนึ่งในความคิด การใช้เหตุผล แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ นิรนัยและอุปนัย&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิรนัย คือ การหาความจริง จากการรู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดจริง แล้วเอาสิ่งที่ต้องการพิสูจน์ไปเทียบ ถ้าสอด คล้องกัน ก็ถือว่าเป็นจริง ถ้าไม่สอดคล้องกันก็ถือว่าเป็นเท็จ เช่น เราทราบความจริงว่า นกเป็นสัตว์บินได้  เราทราบว่า กาเหว่าเป็นนก เราเอากาเหว่าเป็นนก ไปเทียบกับนกเป็นสัตว์บินได้ เราพบว่ามีความสอดคล้องกัน คือ กาเหว่าเป็นนก นกเป็นสัตว์บินได้ เราโยงได้ว่ากาเหว่าเป็นสัตว์บินได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อุปนัย คือ การแสวงหาความจริงจากการสัมผัสอย่างมีระบบเพื่อให้เกิดความแน่ใจ เกิดการปักใจเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะ เป็นจริงหรือเท็จ การสัมผัส คือการสร้างประสบการณ์ เราอาจกล่าวได้ว่า อุปนัยเป็นการแสวงหาความจริงจากประสบการณ์ ซึ่งทำให้เราเกิดการปักใจเชื่อว่า สิ่งที่เราได้สัมผัสนั้นนั้นมีแนวโน้มเป็นจริง หรือเท็จ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;จากแหล่งความรู้ดังกล่าว มนุษย์สามารถรู้ความจริงได้จากการเข้าถึงแหล่งความรู้ต่าง ๆ และมนุษย์สามารถเข้าถึง ความจริงได้หลายทางไม่จำกัดว่าจะต้องรู้ความจริงได้จากวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น&lt;br /&gt;ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ตรรกวิทยา เป็นความรู้ในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการคิดที่เที่ยงตรง ด้วยการใช้หลักการแห่งเหตุผล เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5007398852466608268-1120869266166544289?l=sciresomprasong.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/1120869266166544289/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_371.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/1120869266166544289'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/1120869266166544289'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_371.html' title='ตรรกวิทยากับปรัชญา'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_1SL1Rcv7beA/Sj8vWFBgGzI/AAAAAAAAABg/B7fW-O4sDsc/s72-c/Philosophy.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5007398852466608268.post-7084608912256638618</id><published>2009-06-21T21:30:00.000-07:00</published><updated>2009-06-21T23:16:06.947-07:00</updated><title type='text'>หลักแห่งเหตุผล ๐๑</title><content type='html'>&lt;P&gt;ในชีวิตประจำวัน เราเอ่ยอ้างถึงเหตุผลอยู่เสมอ เช่น เราต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผล เขาเป็นคนไม่มีเหตุผล ฟังนายกพูดแล้วสมเหตุสมผล ฯลฯ การเอ่ยถึงเหตุผลมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาหรือไม่ เอาอะไรเป็นตัวบ่งชี้ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่ย้ำอยู่เสมอว่า ต้องคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร&lt;/P&gt;&lt;P&gt;การคิดเป็น ต้องรู้วิธีคิดใน ๓ เรื่องหลัก คือ &lt;STRONG&gt;&lt;EM&gt;คิดอย่างมีเหตุผล คิดจินตนาการเป็น และคิดสร้างสรรค์ได้&lt;/EM&gt;&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;&lt;P&gt;การคิดอย่างมีเหตุผลมีหลักในการพิจารณาว่าลักษณะใดสมเหตุสมผล และลักษณะใดไม่สมเหตุสมผล  &lt;/P&gt;&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;หลักการแห่งเหตุผล&lt;/STRONG&gt; เป็นกระบวนการคิดในที่อยู่ในสมองหรือเป็นกระบวนการทางจิตแท้ ๆ  การคิดเกี่ยวกับเหตุผลมีหลักการในการโยงสัมพันธ์และการตรวจสอบได้ จัดอยู่ในวิชาตรรกวิทยา การศึกษาหลักการแห่งเหตุผล มีลักษณะและวิธีการอย่างไร จะต้องมีการกำหนดกรอบการศึกษาเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า การคิดคืออะไร การคิดอย่างเป็นเหตุผลคืออะไร การคิดและการอ้างเหตุผลมีความสัมพันธ์กันอย่างไร การคิดและการอ้างเหตุผลเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างไร ต้องใช้ความรู้พื้นฐานอะไรบ้าง หลักการในการพิจารณาการคิดอย่างมีเหตุผลมีอะไรบ้าง และจะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/P&gt;๑.หลักการแห่งเหตุผล หรือตรรกวิทยาคืออะไร&lt;br /&gt;๒.เหตุใดการอ้างเหตุผลจึงมีความจำเป็น&lt;br /&gt;๓.การอ้างเหตุผลต้องใช้ความรู้พื้นฐานอะไรบ้าง &lt;br /&gt;๔.หลักการพิจารณาเหตุผลที่เชื่อถือได้มีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;๕.จะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร&lt;br /&gt;หลักการแห่งเหตุผล หรือ ตรรกวิทยา คือ ความรู้เกี่ยวกับหลักและวิธีการพิจารณาความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน เนื่องจากในชีวิตประจำวัน มนุษย์ต้องมีเลือกอยู่ตลอดเวลา ในการเลือกนั้นต้องมีการตัดสินใจ การตัดสินใจเป็นกระบวนการหนึ่งของการใช้เหตุผล การใช้เหตุผลประกอบด้วยความรู้พื้นฐานหลายประการ นับตั้งแต่ความเข้าใจเรื่องจิต คิด รู้ จำ กระจ่าง จินตนาการ หลักการสังเกต การโยงความสัมพันธ์ เปรียบเทียบ หลักการพิจารณาเหตุผลที่ให้ความน่าความเชื่อถือ หลักการนิรนัยและอุปนัย ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ประกอบการตัดสินใจ สร้างความคิดให้เป็นระบบ จากการโยงความสัมพันธ์ของเหตุกับผลในการพิจารณาตัดสินเลือกสิ่งต่าสง ๆ ทั้งชีวิตปกติประจำวันไปจนถึงการแสวงหาความรู้ใหม่ในการศึกษา เพื่อหาคำตอบข้อสงสัยในสาขาวิชาใดหรือสาขาวิชาชีพใดก็ตาม การใช้เหตุผลเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ปกติเรามักคำนึงการโยงสัมพันธ์การสิ่งที่มาก่อนกับสิ่งที่ตามมามากกว่าการคิดถึงสาระหลักการของการอ้างเหตุผล และมักคิดว่าความคิดเชิงตรรกะเป็นเรื่องยาก ที่จริงแล้วการใช้เหตุผลเป็นเรื่องใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน กล่าวได้ว่า ตราบใดที่มีการตัดสินใจตราบนั้นเราต้องใช้เหตุผล&lt;br /&gt;ขอทำความตกลงเบื้องต้นว่า ในหนังสือเล่มนี้ คำว่าหลักการแห่งเหตุผล ตรรกวิทยา ตรรกศาสตร์ ถือว่าเป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน&lt;br /&gt;ตรรกวิทยา คืออะไร&lt;br /&gt;ตรรกวิทยา คือ ความรู้เกี่ยวกับหลักแห่งการพิจารณาเหตุผลเมื่อมีข้อเสนอ(ญัตติ) เพื่อให้เกิดการยอมรับหรือปฏิเสธ การยอมรับหรือปฏิเสธย่อมมีการอ้างเหตุผล &lt;br /&gt;การอ้างเหตุผล คือ การยกภาวะเงื่อนไขที่จำเป็นในการโยงให้เห็นสิ่งที่จะเกิดตามมา ภาวะเงื่อนไขที่จำเป็นเราเรียกว่าเหตุ และสิ่งที่ตามมาหลังเหตุเราเรียกว่าผล ถ้าขาดภาวะเงื่อนไขดังกล่าวเสียแล้วสิ่งที่ตามมาจะไม่เกิด&lt;br /&gt;ในชีวิตประจำวัน เงื่อนไขหลายประการซึ่งเราอ้างว่าเป็นเหตุและสิ่งตามมาคือผล ดูเหมือนว่ามีความสอดคล้องกัน ถ้าเราพิจารณาลึกลงไป บางครั้งพบว่าสิ่งที่อ้างนั้นไม่ใช่ภาวะเงื่อนไขจำเป็น ตัวอย่างเช่น การอ้างว่า เพราะร้านอาหารตั้งอยู่ไกลชุมชนจึงขาดทุน  ภาวะเงื่อนไขร้านอาหารตั้งอยู่ไกลชุมชนดูเหมือนว่าเป็นเหตุทำให้ขายอาหารไม่ได้ แต่เมื่อพิจารณาลงไปจะพบว่าร้านอาหารบางร้านอยู่ไกลแสนไกลผู้บริโภคก็ยังตามไปซื้อหารับประทาน ดังนั้น เราต้องมีหลักในการพิจารณาถึงเหตุและผลที่แท้จริง&lt;br /&gt;ความจำเป็นในการศึกษาหลักการแห่งเหตุผล&lt;br /&gt;ในชีวิตประจำวันมนุษย์จะมีการตัดสินใจเกือบตลอดเวลาตราบเท่าที่มนุษย์มีการดำเนินกิจกรรม  มนุษย์ใช้เหตุผลในการเลือกใช้ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการกระทำต่าง ๆ  การตัดสินเหล่านี้มักมีเหตุผลสนับสนุนอยู่เบื้องหลังว่าเพราะเหตุใดเราจึงเลือกสิ่งนั้นสิ่งนี้ การศึกษาหาความรู้ยิ่งมีระดับสูงขึ้นเท่าใด เราต้องมีการเลือกมากขึ้น มีการใช้เหตุผลมากขึ้นตามลำดับ การเลือกลงทะเบียนเรียนรายวิชาที่เปิดสอน เพื่อศึกษาสาระเนื้อหาในทุกรายวิชา ทั้งทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ต่างใช้หลักความเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้นในการศึกษาสาขาวิชาดังกล่าวต้องรู้กระบวนการของความเป็นเหตุเป็นผล เพราะจะช่วยให้การศึกษาในรายวิชานั้นมีระบบ มีความต่อเนื่องเห็นความสัมพันธ์ กระชับขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น ใช้ความจำน้อยลง ในการศึกษาค้นคว้าและวิจัยทุกระดับ การใช้เหตุผลเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแสวงหาความจริง ดังนั้น การอ้างเหตุผลที่ดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องศึกษา หลักการแห่งเหตุผล หรือ ตรรกวิทยา &lt;br /&gt;หลายศตวรรษที่ผ่านมา หลักการแห่งเหตุผลได้ถูกนำมาใช้ใน ๒ ฐานะ คือ ฐานะแรกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้หรือกระบวนการแสวงหาความรู้ เนื่องจากการใช้เหตุผลทำให้เราได้รับคำตอบ ก่อให้เกิดความรู้ได้ทางหนึ่ง ในแง่มุมมองนี้ หลักแห่งเหตุผลหรือตรรกวิทยามาก่อนปรัชญา และเป็นส่วนของที่มาปรัชญา อีกฐานะหนึ่ง ถือว่าตรรกวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา อยู่ในส่วนย่อยของญาณวิทยา “ความรู้ในการแสวงหาความรู้” หรือ “ทฤษฎีความรู้”  &lt;br /&gt;เมื่อมีการปรับเปลี่ยนเพื่อขยายองค์ความรู้ มีการแตกวิธีการทางตรรกวิทยาออกเป็นหลายระเบียบวิธี เป็นการประยุกต์ แม้จะไม่มีการเอ่ยถึงคำตรรกวิทยามากนัก แต่ได้นำหลักการทางตรรกวิทยาไปใช้ เช่น ในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์กายภาพ สถิติ ภาษาศาสตร์ จิตวิทยา กฎหมาย และการศึกษา ในทางสังคมศาสตร์ได้นำตรรกวิทยามาใช้ในหลายสาขา เช่น ทฤษฎีความน่าจะเป็น ทฤษฎีเกม และการวิจัย ซึ่งเป็นขอบข่ายการศึกษาที่มีการใช้หลักเหตุผลซับซ้อนขั้นสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5007398852466608268-7084608912256638618?l=sciresomprasong.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/feeds/7084608912256638618/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/7084608912256638618'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5007398852466608268/posts/default/7084608912256638618'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciresomprasong.blogspot.com/2009/06/blog-post_21.html' title='หลักแห่งเหตุผล ๐๑'/><author><name>สมประสงค์ น่วมบุญลือ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11663094387496134185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
