ขอเกริ่นนำปูพื้นสักนิดว่า นาลันทาเป็นเมืองเก่าอยู่ในแคว้นพิหาร
(ชื่อปัจจุบัน)หรือแคว้นมคธ (ชื่อโบราณ)ตำแหน่งที่ตั้งออกไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองปัตนะ
(ปาตลีบุตรเดิม) ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร เป็นเมืองแรกที่เริ่มมหาวิทยาลัยทางศาสนาในโลก
ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่บุกเบิกการศึกษาด้านศาสนาในระดับอุดมศึกษาที่มีหอพัก
มีลักษณะความเป็นมหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในชื่อเสียงว่าเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญในการเรียนรู้
และการศึกษาตั้งแต่โบราณมา
ขอประเดิมเริ่มแรกด้วยความหมายของนาลันทา ที่มามีหลายตำรับ ผมเลือกมาตำรับหนึ่งที่ไม่เป็นเรื่องเหนือโลกที่เราประสบพบเห็น
“นาลันทา” มาจากคำว่า“นาลัม” (nalam) หมายถึง“ดอกบัว” กับ “ทา” (da) มีความหมายว่า “ให้” ดังนั้น นาลันทาจึงมีความหมายว่า “ให้ดอกบัว” แต่ดอกบัวในความหมายของคนอินเดียนั้นเป็นสัญลักษณ์ของ
“ความรู้” ดังนั้นเมื่อแปลเอาความแล้วมีความหมายว่า “ให้ความรู้”
นาลันทาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาอยู่มาก
เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมาเมืองนาลันทาและโปรดเทศนาแสดงธรรมที่บริเวณใกล้กับ
“อัมพวันแห่งปาวาริกะ” ("the Mango Grove of
Pavarika") พระสารีบุตรพระอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธเจ้าได้ถือกำเนิดและปรินิพพาน
ณ บ้านหลังเดิมและห้องเดิมที่นาลันทา มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอโศกได้สร้างวิหารไว้ที่นี่ด้วย
คือ “เสาพระเจ้าอโศก” พระนาคารชุนแห่งทิเบตก็เรียนจากที่นี่ จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่ามหาวิทยาลัยนี้ได้สถาปนาขึ้น
เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๗๐-๙๙๓
มหาวิทยาลัยนาลันทาเริ่มต้นด้วยการเป็นอารามพุทธศาสนา
การศึกษาของศาสนาพุทธและเชนในช่วงแรก ๆ จัดการศึกษาภายในอารามมากกว่าการจัดการเป็นระบบการสอนแบบสถาบันการศึกษาที่มีครู-อาจารย์สอนเฉพาะ
แต่ทว่า บางอารามมีชื่อเสียงในสาชาวิชาการที่สอน ชื่อเสียงขจรขยายออกไป
มีนักศึกษามาเรียนมากขึ้น มากขึ้น ในที่สุดก็กลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
เริ่มจัดระบบการศึกษาฝึกอบรมตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น และเลื่อนชั้นขึ้นไปตามลำดับ
ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยนาลันทา วิกรมศิลา วลภี บุษบาคีรี
โอทันตบุรี และโสมาปุระ นักศึกษาที่มีแรงดลใจให้ความศรัทธาต่อสำนักดังกล่าว
ต่างใช้ความพยายามเพื่อให้ผ่านการคัดเลือกจากการสอบสัมภาษณ์ ถ้าประสบความสำเร็จ สิ่งที่ได้รับคือ
เข้ารับศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
หรืออาจได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายในบางรายวิชา แต่สำหรับนาลันทา... ฟรีครับ
สำนักนาลันทาก็อยู่ในลักษณะดังกล่าว
เป็นสำนักหนึ่งที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดศรัทธานักศึกษามาจากทั่วอินเดียและต่างประเทศ จากจีน
เกาหลี ศรีลังกาและอินโดนีเซีย ให้เข้ามาศึกษาคัมภีร์พุทธศาสนาและพระเวท
นอกจากนั้นยังมีหลักสูตรสาขาวิชาปรัชญา เทววิทยา ตรรกวิทยา ไวยากรณ์ ภาษาศาสตร์
ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ แพทย์ ช่างฝีมือและอื่น ๆ มีคณาจารย์ประมาณ ๒๐๐๐ ท่าน ภาษาที่ใช้ในการสอน
คือ สันสกฤต นาลันทาจึงเป็นมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเป็นสากลและมีหอพักไว้รับนักศึกษาแห่งแรก
(ในโลก) ในช่วงสมัยที่กำลังรุ่งเรืองมีนักศึกษาพักประจำมากกว่าหมื่นคน
มหาวิทยาลัยสามารถรับนักศึกษาเข้าพักได้ทันทีถึง ๑๐,๐๐๐ คนในคราวเดียวกัน (แต่ขนาดของจำนวนที่กำหนดขึ้นมานี้วิเคราะห์จากซากทางโบราณคดี
พื้นที่มหาวิทยาลัยนาลันทาในปัจจุบันมี ประมาณ ๒๓๔ ไร่ การประเมินอ้างถึงจำนวนนักศึกษานี้ยังเป็นที่สงสัยอยู่)
มหาวิทยาลัยมีอาคารรวม ๘ หลัง ๑๐ อาราม
มีห้องเรียนจำนวนมากและห้องโถงสำหรับฝึกสมาธิ
บริเวณมหาวิทยาลัยล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและมีประตูเดียว
ประตูนี้มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นประตูที่กำหนดชะตาชีวิตว่าจะได้เข้าเรียนหรือไม่ทีเดียว
พระภิกษุชาวจีนรูปหนึ่ง คือท่านอีจิงได้จาริกมาถึงอินเดียใน พ.ศ. ๑๒๑๖ บรรยายไว้ว่า นาลันทาอารามมีอาคารรวม ๘ หลัง และมี ๓๐๐ อพาร์ตเมนต์ และท่านกล่าวให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของประตูว่า
มีประตูเข้าอารามเพียงประตูเดียว อยู่ทางด้านทิศใต้ มีนายทวารบาลเฝ้า
ผู้ที่ต้องการมาศึกษาจะต้องผ่านประตูนี้ นายประตูคนจะคัดกรองด้วยการถามคำถาม เพื่อพิจารณาตัดสินว่าจะให้ไปศึกษาพื้นฐานความรู้เพิ่มเติมมาก่อนหรือจะยอมให้เข้าไปข้างใน
ซึ่งหมายถึงการรับเข้าเป็นนักศึกษา ท่านอีจิงรายงานว่า ในจำนวนสิบคน มีสองหรือสามคนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบนี้
เห็นไหม
การศึกษาสมัยนั้นต้องมีการทดสอบพื้นความรู้ก่อนเรียน ถ้าภูมิไม่ถึง
ก็ต้องไปฝึกฝนมาใหม่ ไม่ใช่ใครอยากจะเรียนอะไรก็รับหมด
แล้วไปโทษว่าครู-อาจารย์สอนไม่ดี ถ้ารับสอนเพียงให้จบ ๆ ไป เรียนจบไปแล้วทำอะไรไม่เป็น
มีแต่ปริญญาไว้ติดข้างฝา ว่าข้าก็จบมหาวิทยาลัย อย่างนี้ นาลันทาไม่ทำ ว่าเข้านั่น
นอกจากความมีชื่อเสียงแล้ว
อีกประการหนึ่งที่น่าจะเป็นส่วนให้ผู้คนมีความเชื่อมั่น คือ นาลันทามีแหล่งความรู้ใหญ่ให้ค้นคว้า
คือ หอสมุด หอสมุดมหาวิทยาลัยนาลันทางแบ่งออกเป็น ๓ อาคาร มีชื่อว่า รัตนสการ (Ratna-Sagara) รัตนนิติ (Ratna-Nidi) และรัตนราญชน (Ratna-Ranjana) ในบรรดาหอสมุดนี้ อาคารรัตนสการเป็นอาคาร
๙ ชั้น หอสมุดไม่ได้มีแต่คัมภีร์ทางศาสนาเท่านั้น
แต่มีการรวบรวมหนังสือและตำราด้านวรรณคดี ดาราศาสตร์ และการแพทย์ หอสมุดมีความกว้างใหญ่ขนาดไหน
ท่านลองนึกภาพประมาณจากข้อเท็จจริงที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจได้ด้วยภาพที่ผู้รุกรานจุดไฟเผาหอสมุดแห่งนี้
การเผาไหม้ใช้เวลาอยู่ถึง ๓ เดือน เพลิงจึงสงบ ก็นึกภาพดูเอาเองว่าในอาคารที่ว่านี้มันใหญ่โตขนาดไหน
ตำรับตำราอีกเท่าใดกว่าไฟจะเผาหมด
สภาพแวดล้อมทางการศึกษาก็น่าไปศึกษาอยู่
อ่านที่ท่านเหี้ยนจั๋ง นักปราชญ์ชาวจีนที่ได้มาเยือนอินเดีย ใน พ.ศ. ๑๑๗๓ และพักที่มหาวิทยาลัยอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง
เล่าเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนาลันทาไว้ ทำให้เรามองเห็นภาพ (พอได้ใจความว่า ตามที่ผมคล้อยจินตนาการไป)
ว่ามี
หอคอยประดับประดาอลังการ มีป้อมคล้ายแดนสวรรค์ ประดุจยอดเนินเขา
เมื่อจับมารวมกลุ่มกัน หอสังเกตการณ์ดูเสมือนว่าเลือนหายไปในสายหมอกยามรุ่งอรุณ
ห้องบนหอชั้นบนลอยอยู่เหนือเมฆ มองจากหน้าต่างออกไปอาจเห็นลมและเมฆสร้างรูปลักษณ์ใหม่
ๆ ร่วมกับดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ที่อยู่เหนือชายคาขึ้นไป
แล้วเราบวกสระใสลึกเข้าไปอีก พื้นน้ำผิวสระรองรับบัวขาบแซมปะปนด้วยดอกเกนีหรือกนก
(Kie-niหรือ Kanaka
จนด้วยเกล้า ค้นแล้วยังไม่ได้คำตอบว่าดอกอะไร)สีแดงเข้ม และแทรกด้วยละเมาะดงอมรา (Amra
ไม่ทราบว่าต้นอะไรอีกเหมือนกัน)ที่แผ่คลุมไปทั่วให้ร่มเงา พ้นสนามออกไป
ในส่วนที่เป็นห้องพระสงฆ์เป็นสี่ระดับ ในระดับต่าง ๆ มีมังกรชูหัว (สงสัยจะเป็นนาค เนื่องจากมีตำนานชื่อหนึ่งของนาลันทาว่า นาลันทา เป็นชื่อพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ในสระบัวใหญ่ ณ
บริเวณมหาวิทยาลัยนาลันทาปัจจุบัน ตรงกับคตินิยมของชาวอินเดียในปัจจุบันที่บูชางู
มีพิธีเรียกว่านาคปัญจมี มีเมืองชื่อ นาคปุระ) ชายคาทาสี เสาสีแดงวาว ราวบันไดแกะสลักตกแต่งประดับ หลังคามุงกระเบื้องซึ่งสะท้อนแสงแรเงาเบาน้ำหนักหลากหลาย
สิ่งเหล่านี้เพิ่มความงามให้กับทัศนียภาพ
ตรงนี้ขอแซมความคิดเล็ก ๆ เกี่ยวกับต้น “กนก” ซักหน่อย เมื่อพูดถึงชื่อบัวชนิดต่าง
แขกมีชื่อเรียกเฉพาะชนิด ผมลองค้นดูที่ เวป “พิพิธภัณฑ์บัว” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลคลองหก
สรุปมาได้ว่า ภาษาแขกเรียกบัวหลวงสีชมพูว่า “ปทุม” และขยายความออกไปอีกว่า บัวประเภทนี้ในภาษากวีมีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น
ปทุม ปทุมมาลย์ ปัทมา โกกนุต เรียกบัวแหลมขาวทรงดอกแหลมสีขาวถึงขาวอมเขียว
กลีบดอกไม่ซ้อนว่า บุณฑริก
หรือ ปุณฑริก” เรียกบัวลักษณะดอกตูมรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมคล้ายพันธุ์ดอกสีชมพูว่า
“สัตตบงกช ” เป็นต้น คนไทยไม่แยกเรียกชื่อประเภทบัวเหมือนแขก
เรามองภาพรวม ๆว่า “บัว” บัวชนิดใดก็ได้ ผมคาดว่า “กนก” น่าจะเป็นบัวหลวง
เหตุผล คือ อยู่ในน้ำแซมอยู่กับบัวขาบ ประเด็นที่สอง ดอกสีแดงเข้ม ประเด็นที่สาม
มีชื่อเรียกที่น่าจะเข้ากันได้ คือ โกกนุต ใกล้เคียงกับกนก ประเด็นที่สี่
ในการเขียนลายกนก พื้นฐานการเขียนลายใช้ลักษณะของดอกบัวหลวงเป็นต้นแบบ
และให้ความคิดรวบยอดว่า “ดอกบัวหลวง เป็นบ่อเกิดแห่งลายกระหนกสามตัว”
ดังนั้นกนก นอกจากจะหมายถึง ทอง หนาม แล้ว น่าจะหมายถึงดอกบัวหลวงชนิดสีแดงได้ด้วย (ท่านผู้อ่านจะ “ฮา” ความคิดผมก็ได้ ไม่ว่ากัน)
ในด้านความสัมพันธ์กับการปกครองและสังคม
ต่างส่งเสริมให้สิทธิและทำหน้าที่ทางจริยธรรม คือ
ยอมรับสิทธิในการพัฒนาตนของมนุษย์ และส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาตน ท่านเสวียนจั้ง หรือ เหี้ยนจั๋ง หรือ ถังซำจั๋ง
หรือยวนฉาง (ในภาษาไทยเรียกได้ตามใจ
เราคนอ่านก็ต้องติดตามว่าเขาใช้ชื่ออะไรกันบ้าง เฮ้อ เหนื่อย)เล่าไว้ว่า
กษัตริย์แห่งประเทศเคารพและยกย่องพระ และยกภาษีให้ประมาณ ๑๐๐
หมู่บ้านให้ทำหน้าที่ดูแลอารามที่พักสงฆ์ ๒๐๐ ครัวเรือนในหมู่บ้านเหล่านี้
ทุกวันจะต้องถวายข้าวหลายปิกุล (piculs)
นมและเนยน้ำหนักหลายร้อยกัตติ (catties) ดังนั้น นักศึกษาที่นี่ จึงมีเสบียงจำนวนมาก ไม่ต้องร้องขอปัจจัยสี่ คือ
ผ้า อาหาร ที่พัก และยา นี่คือแหล่งการศึกษาที่สมบูรณ์ ต่อสิ่งที่ได้ดั้นด้นมา
การศึกษาจึงพัฒนาคนได้เต็มที่เพราะไม่มีการศึกษาเพื่อพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
คุณภาพดี เพราะไม่มีอำนาจเงินมาบีบ นักศึกษาจะบีบให้มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาได้
คือ แสดงให้เห็นว่ามีพื้นความรู้แน่น ดังที่ได้เล่าไว้ข้างต้น
นาลันทา
เป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาพุทธจากพุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๗ ผลิตปราชญ์ทางพุทธศาสนาเด่นดังหลายท่าน
เช่น ท่านนาคารชุน กับศิษย์ใกล้ชิดคืออารยเทวะ
(ซึ่งเป็นชาวสิงหลจากเมืองอนุราธปุระ) ท่านธรรมปาละ ศิลาภัทรา ท่านสันตารักขิตะ ท่านกมลาศีลา
ท่านภาวิเวกะ ท่านธรรมกีรติ เป็นต้น
มหาวิทยาลัยนาลันทาสถาปนาขึ้นโดยกษัตริย์กุมารคุปต์
แห่งราชวงศ์คุปตะในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ซึ่งได้กลายมาเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในช่วงกษัตริย์หรรษวรรธนะ
พ.ศ. ๑๑๔๙-๑๑๙๐ จากเริ่มต้นจนถึงพินาศไป เรียบเรียงเรื่องราวได้สังเขปได้ดังนี้
จากการศึกษาหลักฐาน
คาดว่า มหาวิทยาลัยนาลันทาได้รับการสถาปนาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๗๐ ในสมัยจักรวรรดิคุปตะโดยกษัตริย์กุมารคุปต์ที่
๑ โอรสของจันทรคุปต์ที่ ๒ คือ สกันตคุปต์ (พ.ศ.๙๙๘-๑๐๐๐)
ได้สืบทอดการอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยต่อจากพระราชบิดาโดยการขยายส่วนอำนวยความสะดวกทางกายภาพ
ในระหว่างรัชกาลของพระองค์ ราชอาณาจักรถูกรุกรานโดยพวกหุณะ หรือพวกหัน
โดยการนำของมหิราคุละผู้รังเกียจพุทธศาสนาอย่างแรง สร้างความปวดร้าวสุดเอ่ยด้วยการทำลายอาคารใด
ๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับศาสนา คาดกันว่าเป็นการทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ช่วงเวลานี้พระอนุชาของสกันตคุปต์ คื่อ ปุราคุปต์และโอรสของปุราคุปต์ คือ
นรสิงหคุปต์ (พ.ศ. ๑๐๐๐- ๑๐๑๖) ได้ทำการบูรณะสำนักนาลันทาเพิ่มอาคารใหญ่โอ่อ่าอยู่ในกระบวนการบูรณะด้วย
กำหนดเป็นการบูรณะระยะยาว กุมารคุปต์ที่ ๒ (พ.ศ.๑๐๑๖-๑๐๑๙) รับอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยสืบทอดจากผู้อุปถัมภ์องค์ก่อน
ๆ เพิ่มโครงสร้างให้กับอาคารต่าง ๆ
มากขึ้น ต่อมากษัตริย์ในราชวงศ์หรรษะ คือ กษัตริย์หรรษวรรธนะ (พ.ศ.๑๑๔๙-๑๑๙๑)
เป็นฮินดูผู้มีพระทัยกว้างในด้านศาสนา
ได้ขยายการอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ซึ่งป้องกันไม่ให้ถูกทำลายได้ง่าย
ๆ ในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กษัตริย์
หรรษวรรธนะยังเพิ่มอาคารบุทองเหลืองที่เจิดจ้าให้กับกลุ่มอาคารอีกด้วย
มหาวิทยาลัยนาลันทาให้อะไรกับโลก
สืบสาวค้นไปมีมาก กล่าวถึงพอเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับศาสนาพุทธในวงกว้าง มีหลักฐานโยงให้เห็นว่าพุทธศาสนาทิเบต
(วัชรยาน) มีรากฐานมาจากคณาจารย์นาลันทาตอนปลาย ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๕
ศาสนาพุทธรูปแบบมหายาน ที่นับถือกันในเวียดนาม จีน เกาหลี และญี่ปุ่น พบหลักฐานในคัมภีร์รุ่นแรก
ๆ ภายในกำแพงมหาวิทยาลัยโบราณแห่งนี้ ศาสนาพุทธเถรวาท ที่นับถือกันในศรีลังกา พม่า
ไทย กัมพูชา ลาว และภายหลังเกิดสำนักเถรวาทรหัสยิก
(mystic Theravada)ด้วย
ก็ได้พัฒนาขึ้นที่นี่ ดังนั้น
มหาวิทยาลัยนาลันทาจึงเป็นแหล่งความรู้ของพุทธศาสนาในดินแดนทวีปเอเชียส่วนใหญ่
ความสำคัญของนาลันทาในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยศาสนาดำเนินต่อมาจนถึงประมาณ
ค.ศ. ๑๑๙๗ เมื่อมุสลิมเข้ารุกรานภายใต้บักห์ติยาร์
คิลจิ (BakhtiyarKhilji) อาคารมหาวิทยาลัยนาลันทาถูกทำลาย
เหตุการณ์นี้เป็นจุดวัดความเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย กล่าวกันว่าคิลจิถามว่ามีคัมภีร์กูรอ่านที่นาลันทาหรือไม่ก่อนที่จะทำลาย
เมื่อนักแปลชาวทิเบต ชัก โลตซาวา (ChagLotsawa)ไปเยือนนาลันทาใน
พ.ศ.๑๗๗๘ เขาได้เห็นความเสียหายจากการถูกปล้น แต่ยังคงมีพระภิกษุกลุ่มที่รอดตายจำนวนหนึ่งประมาณ
๗๐ คน ออกมาเก็บรวบรวมสิ่งที่เหลือ หลังการทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้สิ้นสุดลง
นักประวัติศาสตร์พิจารณาว่าเป็นการยุติความคิดวิทยาศาสตร์ของอินเดียโบราณอย่างกระทันหันในด้าน
คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เคมี และสรีรวิทยา
เมื่อการรุกรานของมุลสิมเข้ามาทำลายจนราบลง มหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเคยฟูเฟื่องในอดีตต้องปิดฉากและไม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เมื่อท่านที่ไปเยี่ยมนาลันทา ท่านก็ยังได้เห็นซากจากแหล่งโบราณคดีของอาราม
๑๑ แห่ง และวิหารสร้างด้วยอิฐแดงจำนวนมาก มีพิพิธภัณฑสถานอยู่ใกล้ ๆ
เป็นอาคารที่รวบรวมสิ่งของต่าง ๆ ทั้งของพุทธและฮินดู เช่น เครื่องบรอนซ์
จานทองแดง ศิลาจารึก เหรียญ เครื่องปั้นดินเผา
และพระพุทธรูปซึ่งขุดพบจากบริเวณมหาวิทยาลัยอารามแห่งนี้ และที่สำคัญ คือ
รัฐบาลอินเดียและหลายชาติในเอเชียมีความคิดร่วมกันที่จะสร้างสถาบัน
“นวนาลันทา” ขึ้นมาใหม่
เพื่อระลึกและเชิดชูสถาบันชั้นสูงทางศาสนาที่เคยมีมาในอดีต
แหล่งอ้างอิงสังเขป
http://www.ancientworlds.net/aw/Places/District/625764
www.nalanda.nitc.ac.in/about/nalandaheritage.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Nalandawww.nalanda.nitc.ac.in/about/nalandaheritage.html
ภาพถ่ายมหาวิทยาลัยนาลันทาในมุมสูง
ภาพจาก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น