ความหมายของโครงงานประวัติศาสตร์
โครงงาน คือ การจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าในประเด็นที่ตนสนใจ โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เพื่อตอบประเด็น
ด้วยการกำหนดเป้าหมาย ตั้งสมมุติฐาน กำหนดขอบเขต (วัตถุประสงค์) แหล่งความรู้
(ข้อมูล) การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล (ด้วยหลักเหตุผล)
สรุปประเด็นที่ค้นพบ และนำเสนอ (ลักษณะที่เป็นชิ้นงาน)
ประวัติศาสตร์ คือ
การศึกษาพฤติกรรมสังคมมนุษย์ในอดีตด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์โดยใช้การแปลความหมายจากการบันทึกเป็นหลัก
โครงงานประวัติศาสตร์ คือ
การจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ตามประเด็นที่ผู้เรียนสนใจ
โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาคำตอบประเด็นดังกล่าว
ความสัมพันธ์ของ
วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ สังคมศึกษา และประวัติศาสตร์
วิทยาศาสตร์ คือ
กระบวนการหาคำตอบ (ความรู้) จากการสัมผัส (ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ เรียกว่าข้อมูล
หรือ หลักฐานประจักษ์) และนำมาวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุผล
(เพื่อทำให้เกิดการปักใจเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นจริงหรือเท็จ) และสรุปเป็นหลัก
สังคมศาสตร์ คือ
การนำกระบวนการวิทยาศาสตร์มาศึกษาสังคม
ศึกษาศาสตร์ คือ
สังคมศาสตร์ที่ศึกษาในด้านการถ่ายทอดความรู้และพัฒนามนุษย์ในสังคม
สังคมศึกษา คือ
การศึกษาที่ถ่ายทอดและพัฒนามนุษย์ในด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
(ทั้งทางกายภาพและสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น)
ประวัติศาสตร์ คือ
สังคมศาสตร์ที่ศึกษาสังคมมนุษย์ในอดีต
เพื่อให้สะดวกต่อการเข้าใจ
|
|
วิทยาศาสตร์
|
สังคมศาสตร์
|
สังคมศึกษา
|
ประวัติ
ศาสตร์
|
|
ขอบเขตศึกษา
|
กายภาพที่สัมผัสได้
|
กลุ่มมนุษย์
|
มนุษย์-สิ่งแวดล้อม
|
มนุษย์ในอดีต
|
|
กระบวนการศึกษา
|
|
|
|
|
|
มีจุดหมายในการหาคำตอบ
|
x
|
x
|
x
|
x
|
|
รวบรวมหลักฐานประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง
|
X
|
x
|
X
|
x
|
|
ใช้เหตุผลตรวจสอบ
วิเคราะห์หลักฐาน
|
X
|
X
|
X
|
x
|
|
สรุปสิ่งที่ค้นพบ
|
x
|
X
|
x
|
x
|
|
นำเสนอสิ่งที่ค้นพบ
|
x
|
X
|
x
|
x
|
จะเห็นได้ว่า
สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วมีตัวร่วม (เพื่อหาความคิดรวบยอด) คือกระบวนการวิทยาศาสตร์
ดังนั้น โดยหลักใหญ่แล้ว ต้องถือกระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นหลัก
แต่เมื่อนำไปใช้ในสาขาวิชาใดก็กำหนดเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานั้น
ดังนั้น สิ่งที่ตามมา คือ เมื่อจะนำไปใช้ในวิชาใด
จึงเป็นต้องรู้ความคิดรวบยอดของสาขาวิชานั้น
ทักษะวิทยาศาสตร์ที่สัมพันธ์กับสังคมศึกษา
ทักษะวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้ในสังคมศึกษา
ประกอบด้วยทักษะหลัก (อุปนัยวิทยาศาสตร์) เป็นโครงสร้างหรือหลักการ กับทักษะมูลฐาน
ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความจริง
ทักษะหลัก ประกอบด้วย
๑. กำหนดเป้าหมาย ระบุประเด็นที่ต้องการศึกษา
๒. ตั้งสมมุติฐาน
๓. ศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
๔. ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล
(โยงภาวะเงื่อนไขที่เป็นเหตุและผล)
๕. สรุปผลการศึกษา
ทักษะมูลฐาน ประกอบด้วย
๑. ทักษะการสังเกต (Observing) คือการแสวงหาคำตอบจากการสัมผัสอย่างมีจุดหมาย
๒. ทักษะการวัด (Measuring) คือ
การใช้เครื่องมือในการหาคำตอบเกี่ยวกับจำนวนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
๓. ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ
(Classifying) คือ
การนำสิ่งที่มีลักษณะเดียวกันมาไว้รวมกัน
๔. ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา (Using Space/time Relationship) คือ
ความสามารถในการเชื่อมโยงมิติเวลา พื้นที่ สถานที่ ตำแหน่ง ทิศทางของข้อมูล
๕. ทักษะการคำนวณ (Caculating) คือการนำจำนวนที่วัดได้มาเข้ากระบวนการเพื่อนำไปสู่คำตอบ
๖. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Processing data and Comunication) คือ
การนำข้อมูลที่รวบรวมมาดำเนินการให้เป็นระเบียบ ต่อเนื่อง
และนำมาใช้ในการตอบปัญหาได้
๗. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) การพิจารณาข้อมูลด้วยเหตุผลและเลือกตำจอบที่มีแนวโน้มเป็นไปได้
๘. ทักษะการพยากรณ์ (Predicting) คือ
การคาดคะเนคำตอบจากการวิเคราะห์ข้อมูลโยงลำดับความสัมพันธ์ของเหตุและผล
สังคมศึกษา
เป็นสาขาวิชาย่อยของศึกษาศาสตร์ คือ ศึกษาด้านการถ่ายทอดความรู้และพัฒนามนุษย์ในสังคม
เน้นเฉพาะลงมาในด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
ทั้งทางกายภาพและสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น
ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในอดีตปรากฏอยู่ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์
สังคมศึกษาจึงนำสาระเนื้อหาประวัติศาสตร์มาใช้ในการเรียนการสอน
คุณค่าของประวัติศาสตร์ที่นำมาใช้ในสังคมศึกษา
มีอย่างน้อย ๓ ประการ คือ
๑. คุณค่าทางสาระเนื้อหา คือ
เรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ทั้งพฤติกรรมทางกาย ภูมิปัญญา
จินตนาการและสร้างสรรค์ การคิดค้นและแก้ปัญหา การดำรงชีวิต การจัดระเบียบสังคม
ความสัมพันธ์ในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม ฯลฯ
๒. คุณค่าทางวิธีการ คือ
การแสวงหาคำตอบอย่างมีระบบ
๓. คุณค่าทางด้านความรู้สึก เป็นคุณค่าที่เกิดจากการได้คำตอบ
ความรู้ด้วยหลักฐานประจักษ์ นำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกผูกพัน
ตลอดจนจงรักภักดี (ซึ่งเป็นเรื่องมนุษยศาสตร์)
ลักษณะของวิชาประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีตทั้งหมดที่ศึกษาจากหลักฐานประจักษ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรและแปลความหมายหรือตีความได้
ดังนั้น ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตามในการนำมาใช้ในการทำโครงงานในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมศึกษา
สิ่งที่พึงระลึก คือ
ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของมนุษย์
ที่บันทึกโดยมนุษย์ และตีความโดยมนุษย์ มนุษย์มีความรู้สึกรักชอบ โกรธเกลียดกลัวภัย
ไม่รู้ ซึ่งทำให้ความจริงผิดพลาดได้
ดังนั้นจึงต้องพิจารณาด้วยความเป็นกลางและสอดคล้องกับกรณีแวดล้อม
ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เกิดจากพฤติกรรมและความคิดมนุษย์
ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมในบริบทแห่งกาละ เทศะ และการเปลี่ยนแปลง เมื่อกาละ
เทศะ เปลี่ยนไปพฤติกรรมของมนุษย์ก็เปลี่ยนไปด้วย
ประวัติศาสตร์
เป็นเรื่องราวที่มนุษย์ได้ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม หรือปรับสภาพแวดล้อม
(เท่าที่ทำได้) ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ดังนั้น
ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องราวการคิดของมนุษย์ทั้งในทางกุศลและอกุศล
รวมถึงมาตรฐานทางจริยธรรมและอื่น ๆ
ประวัติศาสตร์เป็นแหล่งรวมความรู้ทั้งมวลจากอดีต ดังนั้น จึงสามารถศึกษาได้ทุกเรื่อง
จุดมุ่งหมายของการทำโครงงาน
ทำได้อย่างน้อย ๔ ลักษณะ คือ
โครงงานสำรวจ คือ
การใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการศึกษาสภาวะที่เป็นอยู่ของสิ่งที่จะศึกษา
ซึ่งสำรวจได้ในเชิงเอกสาร บริเวณพื้นที่ โครงสร้าง องค์ประกอบ ฯลฯ
โครงงานค้นคว้า (ทดลอง) คือ การศึกษาภาวะเงื่อนไขที่สงสัยว่าจำเป็นต่อการให้เกิดผลหนึ่งมาทำการปฏิบัติแล้วดูผลว่าเป็นไปตามที่ตั้งสมมุติฐาน
(คาดหวัง) ไว้หรือไม่ เช่น การที่มาของวัฒนธรรมการกิน การแต่งกาย
ทดลองการนำภาชนะดินเผาจากที่ต่าง ๆ มาเปรียบเทียบความแกร่ง
การนำเครื่องมือเครื่องใช้ในอดีตมาปรับใช้กับปัจจุบัน
โครงงานประดิษฐ์ คือ
กระบวนที่ทำการศึกษาเพื่อสร้างสรรค์ จำลอง สร้างแบบ แบบจำลอง
จากเรื่องราวที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ซากโบราณสถาน ภาพวาด ภาพร่าง โครงสร้าง
องค์ประกอบ ฯลฯ เช่น แบบจำลองที่พักอาศัย เจดีย์ อาคาร พระราชวัง
ฉากประวัติศาสตร์สมัยต่าง ๆ แบบจำลองกิจกรรมในอดีต
โครงงานพิสูจน์ทฤษฎี คือ
การศึกษาหาความสัมพันธ์ของเหตุผลเพื่อใช้เป็นหลีกทั่วไปในการอธิบายปรากฏการณ์
หัวข้อที่เกี่ยวกับการจัดทำโครงงานประวัติศาสตร์
ประเด็นที่จะนำทางให้นักเรียนกำหนดหัวข้อ
(ทำให้นักเรียนเกิดความสงสัย ใคร่รู้คำตอบ) และนำไปสู่การจัดทำโครงงานประวัติได้ทำได้หลายแนวทาง
ตัวอย่าง เช่น
๑.
ประเด็นความสัมพันธ์ของเวลาและการเปลี่ยนแปลง
จากความสัมพันธ์ของกาลเวลากับการเปลี่ยนแปลง
ประวัติศาสตร์สามารถศึกษาได้ในประเด็น ดังต่อไปนี้
|
เวลากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้าน
|
|
|
เศรษฐกิจ
|
การผลิต การกระจาย การบริโภค ในอดีต
|
|
สังคม
|
รูปแบบปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
ในอดีต
|
|
ศาสนา
|
ความเชื่อและศรัทธา
ในอดีต
|
|
การเมือง
|
ความสัมพันธ์ของอำนาจและการปกครองของรัฐ
ในอดีต
|
|
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
|
ทักษะและการประดิษฐ์
สร้างสรรค์ ในอดีต
|
|
ภาษา
|
สัญลักษณ์และการสื่อสาร
ในอดีต
|
|
ศิลปะ
|
การแสดงออกทางสุนทรียะ
ในอดีต
|
คำถามนำอาจเป็นประเด็น เมื่อสมัย
(เมื่อใด) สิ่งนี้ (อะไร) ใครริเริ่ม (บุคคล) มีลักษณะอย่างไร (วิธีการ กระบวนการ)
ด้วยเหตุใด (เหตุผล) ซึ่งถ้ายังตอบได้ไม่ขัดเจนก็นำเข้าสู่กระบวนการทำโครงงานได้
แต่ละหัวข้อยังจำแนกแยกย่อยลงไปอีกมากมาย ตัวอย่าง เช่น
เศรษฐกิจ ในด้านการผลิต
อาจศึกษาประวัติการทำอาหาร เครื่องทุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เครื่องมือเครื่องใช้
เทคนิคการผลิต การบริการ ประวัติวิธีการแลกเปลี่ยนสินค้า ประวัติเงินตรา
ประวัติการควบคุมทรัพยากร กระบวนการบริโภค ฯลฯ
๒. ประเด็นที่เป็นหัวข้อทางวัฒนธรรม
ศึกษาความเป็นมาของวัฒนธรรม เริ่มต้นจาก
สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีอิทธิพลต่อการคิด (คิดจินตนาการ คิดอย่างมีเหตุผล
คิดสร้างสรรค์) นำไปสู่การประดิษฐ์ สร้างสรรค์ (ทั้งรูปธรรมและนามธรรม) นำไปใช้
และเลือกในสิ่งที่ให้ประโยชน์ไว้ปฏิบัติต่อและส่งทอดให้กับคนรุ่นต่อไป
ตัวอย่าง ลายผ้า “ก”
เกิดขึ้นมาได้อย่างไร สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างไร วิธีการคิดประดิษฐ์ทำอย่างไร
มีคุณค่าอะไรบ้าง เพราะเหตุใดจึงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
เพราะเหตุใดผ้าลายนี้จึงนับว่าเป็นวัฒนธรรม
๓.
ประเด็นพื้นฐานในการพัฒนาเป็นสังคม
หัวข้อที่พิจารณาในประเด็นต่าง ๆ
ต่อไปนี้
๑.การตั้งถิ่นฐาน
๒.ภูมิปัญญาและทักษะ
๓.วิธีการดำรงชีวิตด้านต่าง
ๆ ในอดีต
๔.โครงสร้างการจัดระเบียบสังคม
การปกครอง
๕.การพัฒนาเป็นหมู่บ้าน
ตำบล เมือง จังหวัด ประเทศ
๖. เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้าง
๗.การค้าและกาคิดต่อกับชุมชนอื่น
๘.ศิลปะและเทคนิควิธีในการสร้างงานศิลปะ
๙.ภาษาและการสื่อสาร
ทั้งการพูด เขียน ท่าทาง อุปกรณ์
๑๐.วิธีการทางคณิตศาสตร์
เรขาคณิต ดาราศาสตร์ ธรณีวิทยา วิทยาศาสตร์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น