21 มิถุนายน 2552

ตรรกวิทยากับปรัชญา


ความสัมพันธ์ระหว่างตรรกวิทยากับปรัชญา

ตรรกวิทยาเป็นทั้งแหล่งที่ของความรู้และเป็นวิธีการแสวงหาความรู้อยู่ในขอบเขตของญาณวิทยา ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ปรัชญา คือ ความรู้เกี่ยวกับการแสวงหาความจริงแท้ของจักรวาลอย่างมีจุดหมายและเป็นระบบ ปรัชญาประกอบไปด้วย ๓ สาขาหลัก คือ อภิปรัชญา ญาณวิทยา และคุณวิทยา 

อภิปรัชญาตอบคำถามว่า อะไรคือความจริงแท้ของสรรพสิ่ง ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 
จักรวาลวิทยา (Cosmology) ซึ่งตอบคำถามว่าลักษณะของสรรพสิ่งที่แท้จริงเป็นอย่างไร 
ภววิทยา (Ontology) ซึ่งตอบคำถามว่าภาวะทีแท้จริงของสรรพสิ่งเป็นอย่างไร

ญาณวิทยา ตอบคำถามว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นจริงแท้ แหล่งที่มาของความรู้คืออะไร

คุณวิทยาตอบคำถามว่า สิ่งนั้นมีคุณค่าอะไร รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านั้นมีคุณค่า แบ่งเป็น ๒ สาขาย่อย คือ 
จริยศาสตร์ ว่าด้วยคุณค่าของความประพฤติ หรือมาตรฐานการวัดความประพฤติ

สุนทรียศาสตร์ ว่าด้วยคุณค่าของความงาม หรือคุณค่าที่สะเทือนต่อารมณ์ความรู้สึก

ขอบข่ายของปรัชญา
ปรัชญา คือ ความพยายามของมนุษย์ในการทำความเข้าใจความจริงแท้ของจักรวาล โลก และมนุษย์

ญาณวิทยา ภาษาอังกฤษ คือ Epistemology มาจากภาษากรีกว่า episteme หมายถึงความรู้ “knowledge” กับ logos มีความหมายว่า ทฤษฎี “theory” รวมความแล้วหมายถึงสาขาของปรัชญาที่ว่าด้วยการแนะนำปัญหาทางปรัชญา ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีความรู้ ญาณวิทยาเกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขต ความรู้และความคิดรวบยอดที่เกี่ยวข้องแหล่งที่มา และเกณฑ์ในการตัดสินความรู้ ประเภทของความรู้ที่เป็นไปได้ ระดับของความรู้แต่ขั้นและความสัมพันธ์สิ่งที่คนหนึ่งรู้กับสิ่งที่ได้รู้

ญาณวิทยา (Episthemology) คือ ความรู้ในวิธีการแสวงหาความรู้ (ญาณ=รู้ วิทยา=ความรู้) บางทีเรียกว่า ทฤษฎีความรู้ (Theory of knowledge) เป็นความรู้ในการแสวงหาความรู้ หรือ ความจริงของโลกและชีวิต ญาณวิทยา ได้กล่าวถึงแหล่งที่มาของความรู้ไว้ ๕ แหล่ง คือ

๑. เทวโองการ หรือเทวปกาสิต หรือเทพสังหรณ์ หรือเทวบัญชาเป็นความรู้ที่ได้รับจากเทพ (Divine knowledge) หรือ เทวดาบอก ผู้รับความรู้ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้นมาก่อน แต่มีสื่อกลางหรือเครื่องมือในการรับรู้จากการสื่อจากเทพ เทวดาหรือผีได้ เช่น การเห็น ได้ยิน เช่น โมเสส ได้รับบัญญัติ ๑๐ ประการจากพระเจ้า เพื่อเป็นหลักความประพฤติในสังคมชาวยิว

๒. ปราชญ์ (Authoritative knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ (Authority) เช่น นักศึกษาได้รับความรู้จากอาจารย์ นักวิชาการ แนะนำหรือสาธิตเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้รู้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร แต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ความรู้ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะจนสามารถให้ความกระจ่างได้

๓. ผัสสะ (Empirical knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากการสัมผัส โดยการใช้ประสาท ตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเสียง ดมกลิ่น ชิมรส จับ ลูบ คลำ เป็นความรู้ได้ได้มาจากภายนอกกาย

๔. หยั่งรู้ (Intuition knowledge) คือ ความรู้ที่ได้จากการผุดรู้ขึ้นมาเอง ความรู้ประเภทนี้ เกิดจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาแล้ว แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ มีความรู้ เป็นพื้นฐาน อยู่ระดับหนึ่ง จากการรู้ จำ คิด จินตนาการ เมื่อภาวะจิตสงบ โปร่ง เกิดมีคำตอบสว่างแวบผุดขึ้นมาในจิตเป็นคำตอบ เช่น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิต

๕. การใช้เหตุผล (Reasoning Knowledge) หรือตรรก คือ ความรู้ที่เกิดจากการใช้เหตุและผล โดยอาศัยสิ่งที่รู้ จำ คิด จินตนาการและสิ่งที่กระจ่างความคิด มาคิดอย่างเป็นระบบมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เหตุผลเป็นกระบวนการหนึ่งในความคิด การใช้เหตุผล แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ นิรนัยและอุปนัย

นิรนัย คือ การหาความจริง จากการรู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดจริง แล้วเอาสิ่งที่ต้องการพิสูจน์ไปเทียบ ถ้าสอด คล้องกัน ก็ถือว่าเป็นจริง ถ้าไม่สอดคล้องกันก็ถือว่าเป็นเท็จ เช่น เราทราบความจริงว่า นกเป็นสัตว์บินได้ เราทราบว่า กาเหว่าเป็นนก เราเอากาเหว่าเป็นนก ไปเทียบกับนกเป็นสัตว์บินได้ เราพบว่ามีความสอดคล้องกัน คือ กาเหว่าเป็นนก นกเป็นสัตว์บินได้ เราโยงได้ว่ากาเหว่าเป็นสัตว์บินได้

อุปนัย คือ การแสวงหาความจริงจากการสัมผัสอย่างมีระบบเพื่อให้เกิดความแน่ใจ เกิดการปักใจเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะ เป็นจริงหรือเท็จ การสัมผัส คือการสร้างประสบการณ์ เราอาจกล่าวได้ว่า อุปนัยเป็นการแสวงหาความจริงจากประสบการณ์ ซึ่งทำให้เราเกิดการปักใจเชื่อว่า สิ่งที่เราได้สัมผัสนั้นนั้นมีแนวโน้มเป็นจริง หรือเท็จ

จากแหล่งความรู้ดังกล่าว มนุษย์สามารถรู้ความจริงได้จากการเข้าถึงแหล่งความรู้ต่าง ๆ และมนุษย์สามารถเข้าถึง ความจริงได้หลายทางไม่จำกัดว่าจะต้องรู้ความจริงได้จากวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ตรรกวิทยา เป็นความรู้ในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการคิดที่เที่ยงตรง ด้วยการใช้หลักการแห่งเหตุผล เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ1 สิงหาคม 2552 เวลา 11:09

    แหล่งความรู้จริงๆ ค่ะ อยากให้คนอื่นๆได้เข้ามาอ่าน
    จตุพร

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ9 มีนาคม 2553 เวลา 18:18

    ในอารยชนคนบนโลกแล้วย่อมมีจิตวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของชีวิตมนุษย์ตามหลักการของต่อมใต้สมองคนเรานั่นเอง ซึ่งจะมีมากน้อยกันแค่ไหนนั้น มนุษย์อย่างเราบนโลกคงจะประเมินคุณค่าไม่ได้หมดกันทุกคน ซึ่งมันก็มักจะมีนัยยะของมันเองแล้วทั้งนั้น.......

    ตอบลบ